1. หน้าแรก
  2. ผู้ช่วยเสียง AI
  3. 6 เหตุผลที่ผู้คนยกเลิก Adobe แล้วหันมาใช้ Speechify
ผู้ช่วยเสียง AI

6 เหตุผลที่ผู้คนยกเลิก Adobe แล้วหันมาใช้ Speechify

Cliff Weitzman

Cliff Weitzman

ซีอีโอ/ผู้ก่อตั้ง Speechify

#1 โปรแกรมอ่านข้อความเป็นเสียง
ให้ Speechify อ่านให้คุณฟัง

apple logoรางวัล Apple Design Award 2025
ผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านคน

ในบทความนี้ เราจะพาไปดูว่าทำไมผู้ใช้จำนวนมากถึงยกเลิกการสมัคร Adobe แล้วหันมาใช้ Speechify แทน เราจะอธิบายถึงความหงุดหงิดที่ผู้คนมักเจอกับเครื่องมือของ Adobe สิ่งที่พวกเขาได้เพิ่มจากแนวทาง AI ที่เน้นเสียงของ Speechify และวิธีที่ ผู้ช่วย AI ของ Speechify ช่วยยกระดับ ประสิทธิภาพการทำงาน, การฟัง และความเข้าใจเนื้อหา ในแบบที่ Adobe ทำไม่ได้

Adobe สร้างเครื่องมือเอกสารและเครื่องมือสร้างสรรค์อันทรงพลังที่ผู้ใช้หลายล้านคนไว้วางใจ แต่พอถึงเรื่องการโต้ตอบด้วยเสียง การฟัง และ AI แบบพูดคุย ผู้ใช้จำนวนมากกลับพบว่าเครื่องมือของ Adobe มีข้อจำกัดหรือใช้งานยาก ในทางตรงกันข้าม Speechify พัฒนาไปเป็นผู้ช่วย AI ที่อ่านข้อความให้ฟัง รองรับการแชทด้วยเสียง และช่วยให้ผู้ใช้คิดและทำงานกับเนื้อหาผ่านเสียงเป็นหลัก ความสามารถเหล่านี้คือจุดต่างสำคัญที่ทำให้หลายคนเลือกย้ายมาใช้ Speechify

1. Text to Speech ของ Adobe ยังพื้นฐานและไม่ได้ออกแบบมาโดยเน้นเสียง

Adobe Acrobat Reader และเครื่องมืออื่นๆ ของ Adobe มีฟีเจอร์ แปลงข้อความเป็นเสียงพื้นฐาน เช่น Read Out Loud โดยใช้เสียงระบบทั่วไปซึ่งฟังดูเหมือนหุ่นยนต์และให้ประสบการณ์ต่างกันในแต่ละอุปกรณ์ ฟีเจอร์เหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยด้านการเข้าถึงเป็นหลัก มากกว่าการเพิ่ม ประสิทธิภาพการทำงาน

ผู้ใช้ที่เปลี่ยนมาใช้ Speechify ต้องการเสียงที่ฟังเป็นธรรมชาติและประสบการณ์การใช้งานที่ขับเคลื่อนด้วยเสียงจริงๆ โมเดลเสียงของ Speechify ที่พัฒนาโดยห้องวิจัย AI ของ Speechify ให้เสียงที่ชัดเจนและเป็นธรรมชาติมากขึ้น แม้ฟังต่อเนื่องเป็นเวลานาน ผู้ใช้ที่ฟังหนังสือเรียน รายงาน หรือเอกสารยาว จะสัมผัสความแตกต่างของคุณภาพเสียงได้ทันที

ในขณะที่ Adobe สมมติให้ผู้ใช้ต้องจ้องหน้าจอและอ่านข้อความไปพร้อมกัน ในทางกลับกัน Speechify ให้คุณฟังเนื้อหาที่ไหนก็ได้และโต้ตอบด้วยเสียง การเปลี่ยนจากการต้องอ่านเองมาเป็นการฟังและพูดคุยคือเหตุผลใหญ่ที่หลายคนหันมาใช้ Speechify

2. Adobe ต้องจ้องจอเป็นหลัก แต่ Speechify รองรับเวิร์กโฟลว์แบบไม่ต้องใช้มือ

การใช้เครื่องมือของ Adobe ส่วนใหญ่มักต้องนั่งจดจ่ออยู่กับหน้าจอ แม้ใช้ Read Out Loud ผู้ใช้ก็ยังต้องเลือกข้อความ เลื่อนหน้า และควบคุมการเล่นเสียงเอง ทำให้จำกัดวิธีและสถานที่ที่เราจะรับเนื้อหาได้

Speechify ทำให้เวิร์กโฟลว์แบบไม่ต้องใช้มือเป็นเรื่องง่าย ผู้ใช้สามารถฟังขณะเดินทาง เดินเล่น หรือทำงานบ้าน โดยไม่ต้องนั่งอยู่หน้าคอม Speechify ยังมีแชทด้วยเสียงให้ผู้ใช้ถามด้วยเสียงและรับคำตอบเป็นเสียงจริง การฟังจึงกลายเป็นการมีส่วนร่วมแบบโต้ตอบ ไม่ใช่แค่เปิดให้เล่นไปเฉยๆ

ผู้ใช้จำนวนมากยกเลิก Adobe เพราะต้องการความยืดหยุ่นและอิสระจากระบบที่บังคับให้ต้องจ้องจอเป็นหลัก

3. Adobe ยังไม่มี AI แบบพูดคุยผ่านเสียง

ฟีเจอร์ AI ของ Adobe ถูกออกแบบมาสำหรับพิมพ์ถามหรือส่งคำสั่งเพื่อรับสรุป แก้ไข หรือข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับข้อความ การโต้ตอบเหล่านี้ยังต้องอิงกับหน้าจอและเน้นข้อความเป็นหลัก

Speechify คือ ผู้ช่วย AI แบบพูดคุยที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยโฟกัสที่เสียง ผู้ใช้สามารถถามด้วยเสียงและรับคำตอบกลับมาเป็นเสียงได้เช่นกัน การโต้ตอบด้วยเสียงทำให้การฟังกลายเป็นประสบการณ์ที่อินเทอร์แอคทีฟและมีชีวิตชีวามากขึ้น ไม่ต้องพิมพ์ สามารถขออธิบาย ขอให้สรุป หรือถามแนวคิดต่างๆ ได้ทันที

สำหรับคนที่ชอบพูดคุยและฟังมากกว่าพิมพ์หรืออ่านข้อความ ประสบการณ์ AI ที่เน้นเสียงแบบนี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายคนเลิกใช้ Adobe แล้วหันมาเลือก Speechify

4. ค่าสมัคร Adobe สะสมสูงขึ้น ทั้งที่ไม่มีจุดเด่นด้านเสียง

ค่าบริการสมัครสมาชิก Adobe สำหรับ Acrobat, Creative Cloud และเครื่องมืออื่นๆ อาจมีราคาสูง หลายคนรู้สึกว่าต้องจ่ายสำหรับฟีเจอร์ที่แทบไม่ได้ใช้งาน เมื่อฟีเจอร์เสียงและ AI ของ Adobe ไม่ตอบโจทย์เรื่องการฟังหรือโต้ตอบด้วยเสียง ราคาที่ต้องจ่ายจึงยิ่งดูไม่คุ้มค่า

Speechify มอบศักยภาพของ AI เสียงและเวิร์กโฟลว์การฟังในราคาที่ตรงจุดกว่า ผู้ใช้จะได้รับการแปลง ข้อความเป็นเสียงคุณภาพสูง, AI แบบสนทนา และการพิมพ์ด้วยเสียง โดยไม่ต้องซื้อชุดเครื่องมือสร้างสรรค์ราคาแพง ความสามารถในการฟังเอกสารยาว เอกสารและโต้ตอบผ่านเสียง มอบคุณค่าในการใช้งานทุกวัน ซึ่งหลายคนรู้สึกว่า Adobe ยังให้ไม่ได้

ความคุ้มค่าในมุมนี้จึงกลายเป็นแรงจูงใจสำคัญให้หลายคนตัดสินใจเปลี่ยน

5. AI เสียงของ Speechify ใช้งานข้ามอุปกรณ์ได้อย่างลื่นไหล

ฟีเจอร์เสียงของ Adobe มักผูกอยู่กับแอปและแพลตฟอร์มเฉพาะ ผู้ใช้ต้องเปิด Acrobat หรือเครื่องมือที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ Read Out Loud หรือให้ AI ช่วยอ่าน ส่งผลให้การเปลี่ยนอุปกรณ์หรือสภาพแวดล้อมยุ่งยาก

Speechify ใช้งานได้กับโทรศัพท์ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ พร้อมประสบการณ์ที่สอดคล้องกันทุกเครื่อง ผู้ใช้สามารถเริ่มฟังบนอุปกรณ์หนึ่ง แล้วย้ายไปอีกอุปกรณ์ต่อได้ทันที ความต่อเนื่องนี้สำคัญกับนักเรียนที่ต้องเดินทาง มืออาชีพที่สลับอุปกรณ์ทำงาน และใครก็ตามที่อยากฟังแบบไม่สะดุด

ความสามารถในการสลับใช้งานข้ามอุปกรณ์ได้อย่างต่อเนื่องคือข้อได้เปรียบที่ผู้ใช้ Adobe เดิมมักยกขึ้นมาเป็นเหตุผลหลักหลังจากเปลี่ยนมาใช้ Speechify

6. Speechify ช่วยเสริมความเข้าใจ ไม่ใช่แค่เปิดเสียงอ่าน

Read Out Loud ของ Adobe แค่อ่านข้อความให้ฟัง แต่ไม่ได้ช่วยเพิ่มความเข้าใจ ผู้ใช้ยังต้องตีความ ทำความเข้าใจ และวิเคราะห์ด้วยตัวเองผ่านการอ่าน ฟีเจอร์ AI ของ Adobe ช่วยได้แค่การพิมพ์สรุปหรือแก้ไข ไม่ได้เสริมด้านการฟังหรือช่วยอธิบายเนื้อหาด้วยเสียง

ผู้ช่วย AI แบบพูดคุยของ Speechify ช่วยเพิ่มความเข้าใจ โดยผสมผสานการฟังเข้ากับฟีเจอร์เสียงแบบอินเทอร์แอคทีฟ ผู้ใช้สามารถขอคำนิยามสรุปหรือคำอธิบายต่างๆ ด้วยเสียง และรับคำตอบกลับมาเป็นเสียง สิ่งนี้ช่วยให้การจดจำ, การเรียนรู้ และการเข้าใจเนื้อหาซับซ้อนได้ดีขึ้น

ผู้ที่ให้ความสำคัญกับความเข้าใจเนื้อหามากกว่าการฟังผ่านๆ มักมองว่า Speechify ตอบโจทย์เป้าหมายได้มากกว่าเครื่องมือของ Adobe

ทำไมเหตุผลเหล่านี้ถึงสำคัญ

เมื่อผู้คนมองหาเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ พวกเขาต้องการฟีเจอร์ที่เข้ากับวิธีการทำงานของตัวเอง สำหรับหลายคน "การฟัง" และ "เสียง" คือหัวใจของการเรียนรู้,การทำหลายอย่างพร้อมกันและการเข้าถึง เครื่องมือของ Adobe โดดเด่นด้านแก้ไขเอกสารและภาพ แต่ยังขาดประสบการณ์ที่ออกแบบมาโดยเน้นเสียง

Speechify พัฒนาจากเครื่องมือแปลงข้อความเป็นเสียงไปสู่ผู้ช่วย AI แบบพูดคุยที่สร้างขึ้นเพื่อเสียงโดยเฉพาะ ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่อยากโต้ตอบกับเนื้อหาในแบบที่เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น นี่คือเหตุผลที่บางคนยกเลิก Adobe แล้วเปลี่ยนมาใช้ Speechify

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมผู้คนถึงเปลี่ยนจาก Adobe มาใช้ Speechify?

หลายคนย้ายมาใช้เพราะ Speechify มีฟีเจอร์เสียงล้ำสมัย การแปลงข้อความเป็นเสียงคุณภาพสูง และ AI แบบพูดคุย

Adobe มี AI แบบพูดคุยด้วยเสียงไหม?

ไม่มี ฟีเจอร์ AI ของ Adobe ยังต้องพิมพ์และใช้งานผ่านหน้าจอเป็นหลัก

Speechify สรุป PDF ให้ฟังด้วยเสียงได้หรือไม่?

ได้ ผู้ใช้สามารถขอให้สรุปแล้วรับคำตอบเป็นเสียงได้เลย

เสียงแปลงข้อความของ Speechify ดีกว่าของ Adobe หรือไม่?

ใช่ Speechify ใช้โมเดลเสียงเฉพาะที่พัฒนามาเพื่อประสบการณ์การฟังที่เป็นธรรมชาติ

Speechify ใช้งานข้ามอุปกรณ์ได้ไหม?

ได้ รองรับการโต้ตอบด้วยเสียงบนโทรศัพท์ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์

ค่าบริการ Adobe แพงกว่าสำหรับฟีเจอร์ด้านเสียงใช่ไหม?

ใช่ ค่าสมัครของ Adobe แพงกว่า แต่กลับไม่ได้ให้ประสบการณ์การใช้งานที่เน้นเสียงเป็นหลักในระดับเดียวกัน


เพลิดเพลินกับเสียง AI ที่ล้ำสมัยที่สุด ไฟล์ไม่จำกัด และการสนับสนุนตลอด 24/7

ทดลองฟรี
tts banner for blog

แชร์บทความนี้

Cliff Weitzman

Cliff Weitzman

ซีอีโอ/ผู้ก่อตั้ง Speechify

คลิฟฟ์ ไวท์ซ์แมน เป็นผู้ขับเคลื่อนสิทธิผู้มีภาวะดิสเล็กเซีย และดำรงตำแหน่งซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Speechify แอปแปลงข้อความเป็นเสียงอันดับ 1 ของโลก ที่กวาดรีวิว 5 ดาวกว่า 100,000 รายการ และเคยครองอันดับ 1 ใน App Store หมวดข่าวสารและนิตยสาร ในปี 2017 ไวท์ซ์แมนติดโผ Forbes 30 Under 30 จากผลงานผลักดันให้โลกออนไลน์เข้าถึงได้มากขึ้นสำหรับผู้มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ผลงานของคลิฟฟ์ ไวท์ซ์แมนถูกกล่าวถึงในสื่อชั้นนำอย่าง EdSurge, Inc., PC Mag, Entrepreneur, Mashable และอีกมากมาย

speechify logo

เกี่ยวกับ Speechify

#1 โปรแกรมอ่านข้อความเป็นเสียง

Speechify เป็นแพลตฟอร์ม แปลงข้อความเป็นเสียง ชั้นนำของโลกที่มีผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านคน และได้รับรีวิวระดับ 5 ดาวมากกว่า 500,000 รีวิวในแอปพลิเคชัน iOS, Android, Chrome Extension, เว็บแอป และ แอปบน Mac ในปี 2025 Apple ได้มอบรางวัล Apple Design Award อันทรงเกียรติให้กับ Speechify ในงาน WWDC โดยกล่าวว่าเป็น “ทรัพยากรสำคัญที่ช่วยให้ผู้คนใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น” Speechify มีเสียงธรรมชาติกว่า 1,000 เสียงใน 60+ ภาษา และมีผู้ใช้งานในเกือบ 200 ประเทศ เสียงคนดังที่มีให้เลือกใช้งาน เช่น Snoop Dogg, Mr. Beast และ Gwyneth Paltrow สำหรับผู้สร้างสรรค์และธุรกิจ Speechify Studio มีเครื่องมือขั้นสูง เช่น AI Voice Generator, AI Voice Cloning, AI Dubbing และ AI Voice Changer Speechify ยังสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชั้นนำด้วย Text to Speech API ที่มีคุณภาพสูงและคุ้มค่า นอกจากนี้ยังได้รับการนำเสนอใน The Wall Street Journal, CNBC, Forbes, TechCrunch และสื่อชั้นนำอื่น ๆ Speechify เป็นผู้ให้บริการแปลงข้อความเป็นเสียงที่ใหญ่ที่สุดในโลก เยี่ยมชม speechify.com/news, speechify.com/blog และ speechify.com/press เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม