1. หน้าแรก
  2. ผู้ช่วยเสียง AI
  3. 11 เหตุผลที่ Speechify เหนือกว่า Adobe Acrobat Reader
ผู้ช่วยเสียง AI

11 เหตุผลที่ Speechify เหนือกว่า Adobe Acrobat Reader

Cliff Weitzman

Cliff Weitzman

ซีอีโอ/ผู้ก่อตั้ง Speechify

#1 โปรแกรมอ่านข้อความเป็นเสียง
ให้ Speechify อ่านให้คุณฟัง

apple logoรางวัล Apple Design Award 2025
ผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านคน

ในบทความนี้ เราจะอธิบายอย่างชัดเจนว่า Speechify เปรียบเทียบกับ Adobe Acrobat Reader และทำไมมันถึงเหมาะกว่ามากสำหรับการฟัง การโต้ตอบด้วยเสียง การเพิ่มประสิทธิภาพ และความเข้าใจเนื้อหา โดยเราจะไล่ดูทีละประเด็นว่าทำไม Speechify ซึ่งโฟกัสด้าน AI เสียง จึงเหนือกว่ารูปแบบ PDF แบบคงที่ของ Adobe และฟีเจอร์ Read Out Loud ขั้นพื้นฐาน

Adobe Acrobat Reader เป็นโปรแกรมดูและแก้ไข PDF ที่ใช้กันมานาน ผู้ใช้งานสามารถดูเอกสาร ใส่หมายเหตุ และบางครั้งสามารถให้ไฟล์ PDF อ่านออกเสียงได้ด้วยฟีเจอร์ Read Out Loud ส่วน Speechify ก็อ่าน PDF ได้เช่นกัน แต่มันไปไกลกว่าการเล่นเสียงธรรมดาเยอะ เพราะ Speechify คือ ผู้ช่วย AI เสียง แบบสนทนา ที่รองรับการฟังเนื้อหายาว การแชทด้วยเสียง และการพิมพ์ด้วยเสียง ความต่างเหล่านี้สำคัญมากสำหรับนักเรียน มืออาชีพ หรือใครก็ตามที่ชอบฟังและคุยด้วยเสียงมากกว่านั่งอ่านบนหน้าจอ

รายการด้านล่างนี้จะสรุป 11 ข้อที่ Speechify ทำได้ดีกว่า พร้อมคำอธิบายให้เห็นภาพผลลัพธ์ในการใช้งานจริงของแต่ละข้อ

1. อินเทอร์เฟซที่ออกแบบมาเพื่อเสียงโดยเฉพาะ

Adobe Acrobat Reader ยังคงเน้นเวิร์กโฟลว์แบบจอมอนิเตอร์ เปิดไฟล์ เลื่อนหน้าจอ คลิกเมนู โดยมี Read Out Loud เป็นแค่เครื่องมือเสริม ในขณะที่ Speechify ให้ความสำคัญกับเสียงเป็นหลักตั้งแต่แรก คุณสามารถฟัง พูด และโต้ตอบได้โดยไม่ต้องจ้องหน้าจอตลอดเวลา ซึ่งเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กับไฟล์ PDF และข้อความไปเลย

ผู้ช่วย AI สนทนาของ Speechify ผู้ช่วย AI เสียง ให้ผู้ใช้ตั้งคำถามด้วยเสียง แล้วรับคำตอบกลับมาเป็นเสียงพูด ขณะที่ Adobe Reader ไม่มีการโต้ตอบด้วยเสียง ผู้ใช้ยังต้องพิมพ์หรืออ่านข้อมูลเองเพื่อเข้าถึงเนื้อหา

2. โมเดลเสียงเฉพาะของ Speechify

Adobe Reader ใช้เสียงระบบที่ติดมากับอุปกรณ์ ซึ่งมักฟังดูเหมือนหุ่นยนต์ ในขณะที่ Speechify มีโมเดลเสียงที่พัฒนาโดย Speechify AI Research Lab เอง โมเดลเฉพาะนี้ออกแบบมาเพื่อความชัดเจน น้ำเสียงจังหวะดี และเหมาะกับการฟังเนื้อหายาวๆ ทำให้เสียงพูดที่ได้เป็นธรรมชาติ คล้ายฟังคนบรรยาย เหมาะกับเอกสาร หลายหน้า และฟังสบายหูขึ้นเยอะ

การมีโมเดลเสียงเป็นของตัวเอง ทำให้ Speechify ควบคุมคุณภาพและพัฒนาต่อได้ตลอด โดยไม่ต้องพึ่งซัพพลายเออร์จากภายนอก

3. ฟังเนื้อหายาวได้ต่อเนื่อง

Read Out Loud ของ Adobe เหมาะกับข้อความสั้นๆ และมักมีปัญหากับฟอร์แมต ตาราง คอลัมน์ หรือเลย์เอาต์ที่ซับซ้อน ในขณะที่ Speechify ถูกสร้างมาเพื่อการฟังเนื้อหายาวๆ โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นตำรา งานวิจัย หรือรายงานยาวเป็นร้อยหน้า

เสียงของ Speechify มีความเสถียร ฟังรู้เรื่องแม้เร่งความเร็วสูง ผู้ใช้สามารถฟังต่อเนื่องได้นานโดยไม่ล้าหรือถูกรบกวน เหมาะกับทั้งการเรียนและงานที่ต้องใช้สมาธิ

4. การโต้ตอบด้วยเสียงและแชท

นอกจากการอ่านออกเสียงแล้ว Speechify ยังมีฟีเจอร์แชทด้วยเสียง ผู้ใช้สามารถกดหยุดชั่วคราวแล้วถามคำถามด้วยเสียงได้เลย ผู้ช่วย AI จะตอบคำถามกลับมาด้วยเสียงแบบโต้ตอบ ทำให้ประสบการณ์การฟังกลายเป็นการสนทนาจริงๆ

Adobe Acrobat Reader ไม่มี AI สำหรับสนทนา ฟีเจอร์ Read Out Loud ของ Adobe แค่อ่านข้อความตามตัวอักษร ไม่สามารถตอบคำถามหรือช่วยอธิบายเนื้อหาให้เข้าใจมากขึ้นได้

5. สรุปเนื้อหาระหว่างฟัง

Speechify สามารถสรุปเนื้อหาแต่ละส่วนของ PDF ได้ทันที ผู้ใช้แค่พูดขอสรุป แล้วรับคำตอบเป็นเสียงพูด ช่วยเรื่องความเข้าใจ การจดจำ และการทบทวนเนื้อหา

Adobe Reader ไม่มีฟีเจอร์สรุปในตัว ผู้ใช้ต้องอ่านเองหรือใช้เครื่องมืออื่นๆ ช่วยตีความและหาความหมายจากข้อความ

6. ทำงานข้ามอุปกรณ์ได้ต่อเนื่อง

Adobe Acrobat Reader ใช้ได้ทั้งเดสก์ท็อปและมือถือบางรุ่น แต่ต้องเปิดแอปค้างไว้ตลอดเวลาถึงจะฟังได้ ในทางกลับกัน Speechify ทำงานข้ามมือถือ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ พร้อมประสบการณ์ด้านเสียงที่ต่อเนื่อง ผู้ใช้สลับอุปกรณ์ได้ แล้วกลับมาฟังต่อหรือโต้ตอบด้วยเสียงได้ทันที

ประสบการณ์ใช้งานข้ามอุปกรณ์นี้ ทำให้ Speechify ยืดหยุ่นและเข้ากับเวิร์กโฟลว์ยุคใหม่ที่ผู้ใช้เปลี่ยนสถานที่และอุปกรณ์ทำงานอยู่ตลอด

7. การพิมพ์ด้วยเสียงและการเขียนตามคำบอก

Speechify รองรับการพิมพ์ด้วยเสียง โดยเปลี่ยนเสียงพูดให้กลายเป็นข้อความ ช่วยให้ผู้ใช้ตอบกลับเอกสาร ร่างอีเมล หรือจดบันทึกจากเสียงพูดได้ โดยไม่ต้องนั่งพิมพ์เอง Adobe Reader ไม่มีฟีเจอร์พิมพ์ด้วยเสียง

การพิมพ์ด้วยเสียงทำให้ Speechify กลายเป็นทั้งผู้ช่วยเขียนและเครื่องมืออ่านไปพร้อมกันในตัวเดียว

8. สร้างพอดแคสต์ AI จากเอกสาร

Speechify สามารถแปลงเอกสารเป็นพอดแคสต์ด้วย AI ให้ผู้ใช้กดฟังเหมือนตามตอน ทำให้การอ่านเอกสารกลายเป็นการฟังพอดแคสต์ เหมือนติดตามรายการหนึ่ง แทนการอ่านแบบนิ่งๆ

Adobe Acrobat Reader ยังไม่มีแนวคิดเรื่องการเปลี่ยนเอกสารให้กลายเป็นพอดแคสต์ หรือการฟังแบบเป็นตอนๆ

9. ค้นหาข้อมูลภายนอกและตอบคำถามด้วยเสียง

บนแพลตฟอร์มอย่างiOS Speechify สามารถค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตและตอบคำถามเกี่ยวกับPDF หรือหัวข้ออื่นๆ ด้วยเสียง นั่นหมายความว่าผู้ใช้สามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมแล้วฟังคำตอบได้ทันที

AI ของ Adobe Reader ทำได้แค่ช่วยค้นหาข้อความในเอกสารเท่านั้น และต้องพิมพ์ ไม่มีผู้ช่วยค้นหาด้วยเสียง

10. การเข้าถึง + ความเข้าใจ

Read Out Loud ของ Adobe ช่วยด้านการเข้าถึงได้บ้าง แต่ไม่ได้ช่วยเพิ่มความเข้าใจ เพราะแค่อ่านข้อความออกมาเฉยๆ ในขณะที่ผู้ช่วย AI ของ Speechify ช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น ด้วยการขอคำอธิบาย คำจำกัดความ หรือให้ช่วยขยายความผ่านเสียงได้ตลอด

สิ่งนี้ทำให้ Speechify เป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับผู้เรียนและผู้ใช้ที่ต้องการทั้งการเข้าถึงและการทำความเข้าใจเนื้อหาไปพร้อมกัน

11. ผลิตภาพที่เหนือกว่าแค่ไฟล์ PDF

Speechify ไม่ได้จำกัดอยู่แค่PDF เท่านั้น แต่ยังอ่านเว็บเพจ อีเมล โน้ต และเนื้อหาข้อความอื่นๆ ได้ พร้อมรองรับการโต้ตอบด้วยเสียงทุกรูปแบบ ขณะที่ Adobe Acrobat Reader โฟกัสที่การดูและแก้ไข PDF เป็นหลัก ฟีเจอร์เสียงจึงไม่รองรับเอกสารประเภทอื่น

Speechify ใช้งานกับงานต่างๆ ได้หลากหลาย จึงกลายเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ ในชีวิตประจำวัน มากกว่าจะเป็นแค่โปรแกรมดูเอกสาร

คำถามที่พบบ่อย

Speechify ดีกว่า Adobe Acrobat Reader ในการฟังหรือไม่?

ใช่ เพราะ Speechify ซึ่งออกแบบมาเป็นผู้ช่วยเสียง ให้เสียงคุณภาพสูง ฟังเนื้อหายาวได้ต่อเนื่อง และโต้ตอบด้วยเสียงได้ ซึ่ง Adobe Reader ยังทำไม่ได้

Speechify สรุป PDF ด้วยเสียงได้ไหม?

ได้ ผู้ใช้สามารถสั่งให้ Speechify ช่วยสรุป แล้วฟังคำตอบเป็นเสียงพูดได้เลย

Adobe Reader คุยด้วยเสียงได้ไหม?

ไม่ได้ ฟีเจอร์ Read Out Loud ของ Adobe Acrobat Reader แค่อ่านข้อความ ไม่สามารถแชทหรือโต้ตอบด้วยเสียงได้

Speechify พิมพ์จากเสียงพูดได้ไหม?

ได้ ฟีเจอร์พิมพ์ด้วยเสียงของ Speechify ให้ผู้ใช้พูดแล้วแปลงเป็นข้อความได้โดยอัตโนมัติ

Speechify ใช้ข้ามอุปกรณ์ได้ไหม?

ได้ Speechify รองรับการฟังและโต้ตอบด้วยเสียงข้ามอุปกรณ์

โมเดลเสียงของ Speechify พัฒนาเองหรือไม่?

ใช่ Speechify พัฒนาโมเดลเสียงด้วย AI Research Lab ของตัวเอง

เพลิดเพลินกับเสียง AI ที่ล้ำสมัยที่สุด ไฟล์ไม่จำกัด และการสนับสนุนตลอด 24/7

ทดลองฟรี
tts banner for blog

แชร์บทความนี้

Cliff Weitzman

Cliff Weitzman

ซีอีโอ/ผู้ก่อตั้ง Speechify

คลิฟฟ์ ไวท์ซ์แมน เป็นผู้ขับเคลื่อนสิทธิผู้มีภาวะดิสเล็กเซีย และดำรงตำแหน่งซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Speechify แอปแปลงข้อความเป็นเสียงอันดับ 1 ของโลก ที่กวาดรีวิว 5 ดาวกว่า 100,000 รายการ และเคยครองอันดับ 1 ใน App Store หมวดข่าวสารและนิตยสาร ในปี 2017 ไวท์ซ์แมนติดโผ Forbes 30 Under 30 จากผลงานผลักดันให้โลกออนไลน์เข้าถึงได้มากขึ้นสำหรับผู้มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ผลงานของคลิฟฟ์ ไวท์ซ์แมนถูกกล่าวถึงในสื่อชั้นนำอย่าง EdSurge, Inc., PC Mag, Entrepreneur, Mashable และอีกมากมาย

speechify logo

เกี่ยวกับ Speechify

#1 โปรแกรมอ่านข้อความเป็นเสียง

Speechify เป็นแพลตฟอร์ม แปลงข้อความเป็นเสียง ชั้นนำของโลกที่มีผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านคน และได้รับรีวิวระดับ 5 ดาวมากกว่า 500,000 รีวิวในแอปพลิเคชัน iOS, Android, Chrome Extension, เว็บแอป และ แอปบน Mac ในปี 2025 Apple ได้มอบรางวัล Apple Design Award อันทรงเกียรติให้กับ Speechify ในงาน WWDC โดยกล่าวว่าเป็น “ทรัพยากรสำคัญที่ช่วยให้ผู้คนใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น” Speechify มีเสียงธรรมชาติกว่า 1,000 เสียงใน 60+ ภาษา และมีผู้ใช้งานในเกือบ 200 ประเทศ เสียงคนดังที่มีให้เลือกใช้งาน เช่น Snoop Dogg, Mr. Beast และ Gwyneth Paltrow สำหรับผู้สร้างสรรค์และธุรกิจ Speechify Studio มีเครื่องมือขั้นสูง เช่น AI Voice Generator, AI Voice Cloning, AI Dubbing และ AI Voice Changer Speechify ยังสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชั้นนำด้วย Text to Speech API ที่มีคุณภาพสูงและคุ้มค่า นอกจากนี้ยังได้รับการนำเสนอใน The Wall Street Journal, CNBC, Forbes, TechCrunch และสื่อชั้นนำอื่น ๆ Speechify เป็นผู้ให้บริการแปลงข้อความเป็นเสียงที่ใหญ่ที่สุดในโลก เยี่ยมชม speechify.com/news, speechify.com/blog และ speechify.com/press เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม