Speechify และ Jasper เป็นเครื่องมือคู่ใจของนักเขียน นักการตลาด ผู้ก่อตั้ง ไปจนถึงมืออาชีพสายคอนเทนต์ เพราะทั้งคู่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยสร้างคอนเทนต์ จึงมักถูกนำมาเปรียบเทียบกันราวกับว่าช่วยแก้โจทย์เดียวกัน
แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองถูกออกแบบมาสำหรับคนละช่วงเวลาอย่างสิ้นเชิงในกระบวนการสร้างสรรค์
Jasper ถูกสร้างมาเพื่อสร้างข้อความหลังจากกำหนดพรอมต์แล้ว ส่วน Speechify ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ใช้คิด ทำความเข้าใจ และถ่ายทอดไอเดียทั้งก่อนและระหว่างการเขียน ความต่างนี้ไม่ใช่แค่หน้าตา แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างเลยทีเดียว
Speechify กับ Jasper เหมือนกันตรงไหน?
ถ้ามองแบบกว้าง ๆ เครื่องมือทั้งสอง:
- ถูกใช้งานในเวิร์กโฟลว์ที่เน้นคอนเทนต์
- ลดงานที่ต้องลงแรงเองด้วย AI
- ดึงดูดกลุ่มนักเขียนและนักการตลาด
- มุ่งเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพ
สิ่งที่เหมือนกันคือกลุ่มผู้ใช้ ไม่ใช่เป้าหมายของเครื่องมือ แต่ละตัวเข้ามาช่วยคนทำงานคนละมุม
Jasper ถูกออกแบบมาเพื่ออะไร?
Jasper เป็นแพลตฟอร์ม AI สำหรับการเขียนแบบเน้นข้อความ ออกแบบมาเพื่อสร้างผลงานเขียนจากพรอมต์ที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไป
ตัวอย่างการใช้งาน Jasper เช่น:
- เขียน ข้อความการตลาด
- เขียนบล็อกโพสต์หรือโฆษณา
- สร้างข้อความในรูปแบบต่าง ๆ จากต้นฉบับ
- ขยายผลลัพธ์ได้รวดเร็วเมื่อทิศทางชัดเจนแล้ว
Jasper ตั้งต้นจากสมมติฐานว่าผู้ใช้รู้อยู่แล้วว่าต้องการเขียนอะไรและเขียนแบบไหน บทบาทของ AI คือสร้างปริมาณภาษาจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น Jasper จึงมีประโยชน์เป็นพิเศษเมื่อโครงสร้าง เจตนา และข้อความถูกวางกรอบไว้เรียบร้อยแล้ว
แล้ว Speechify ถูกออกแบบมาเพื่ออะไร?
Speechify คือ ผู้ช่วย AI ที่เน้นเสียง สำหรับการอ่าน คิด และการเรียนรู้ มุ่งช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจข้อมูลและถ่ายทอดความคิดของตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติผ่านเสียง
Speechify เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถ:
- ฟังแหล่งข้อมูลต้นฉบับ เช่น บทความ, ไฟล์ PDF และบันทึกต่าง ๆ
- ถามคำถามด้วยเสียงขณะกำลังอ่าน
- รับ สรุปเนื้อหา และคำอธิบายเชิงบริบท
- พูดบันทึกไอเดียแบบเป็นธรรมชาติด้วย การพิมพ์ด้วยเสียง
- ฟังร่างงานผ่านฟีเจอร์ อ่านออกเสียง เพื่อเช็กความชัดเจนและความลื่นไหล
Speechify ตั้งต้นจากแนวคิดว่าผู้ใช้ต้องการคิดให้รอบด้านก่อนแล้วค่อยลงมือเขียน มองว่าเสียงคือทางลัดด้านการคิด มากกว่าการเริ่มจากการสร้างข้อความ
โครงสร้างที่เน้นเสียงเปลี่ยนวิธีการเขียนอย่างไร?
การพิมพ์ต้องมีโครงสร้างก่อน ทั้งที่ไอเดียยังไม่ตกผลึก ขณะที่การพูดปล่อยให้ความคิดไหลไปได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ด้วย Speechify ผู้ใช้สามารถพูดออกมาตามที่คิด เดินสำรวจจุดที่ยังไม่แน่ใจ และค่อย ๆ ปรับความหมาย โดยไม่ต้องหยุดมานั่งคิดพรอมต์ การได้ฟังร่างที่ตัวเองพูดช่วยให้เห็นช่องโหว่ การซ้ำซ้อน หรือเหตุผลที่ยังไม่ชัด โดยไม่ต้องใช้สายตาเพ่งหน้าจอเลย
สิ่งนี้มีประโยชน์มากเป็นพิเศษสำหรับ:
- งานเขียนระยะยาว
- เนื้อหาที่ต้องวิจัยเชิงลึก
- การพัฒนากลยุทธ์และเล่าเรื่อง
- การระดมความคิดในช่วงเริ่มต้น
Speechify เข้ามาเติมเต็มช่วงกลางของกระบวนการคิดที่เครื่องมือแบบใช้พรอมต์มักมองข้ามไป
ทำไมการเขียนด้วยพรอมต์จึงขัดจังหวะการคิด
เครื่องมือที่ใช้พรอมต์บังคับให้ผู้ใช้ต้องวางแผนก่อนจะได้ลงมือคิดจริง ๆ ผู้ใช้ต้อง:
- ตัดสินใจก่อนว่าจะถามอะไร
- จัดโครงสร้างคำสั่ง
- ลองปรับไปเรื่อย ๆ จนเริ่มเข้าใกล้สิ่งที่ต้องการ
วิธีนี้อาจไปขัดจังหวะลำดับความคิดตามธรรมชาติ โดยเฉพาะกับคนที่ถนัดคิดออกเสียงหรือรับรู้ข้อมูลผ่านการฟัง
Speechify ข้ามข้อจำกัดนี้ไป ด้วยการปล่อยให้ผู้ใช้พูดอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องมานั่งคิดพรอมต์ การคิดและการสื่อสารจึงเกิดขึ้นไปพร้อมกัน
ทำไม Speechify ถึงเหมาะกับงานเขียนที่เน้นการวิจัย
การเขียนที่ขับเคลื่อนด้วยการวิจัยต้องเริ่มจากความเข้าใจแหล่งข้อมูล ไม่ใช่แค่ผลิตข้อความออกมาให้ได้จำนวนมาก
Speechify ทำงานกับ เอกสาร และหน้าเว็บได้โดยตรง ผู้ใช้สามารถฟังเนื้อหา กดหยุดเพื่อถาม ปรับความเข้าใจ หรือขอ สรุป ได้ โดยไม่ต้องคัดลอกเนื้อหาไปไว้ที่อื่น
Yahoo Tech ยังรายงานถึงการขยายฟีเจอร์ของ Speechify ในด้าน การพิมพ์ด้วยเสียง และผู้ช่วยด้านเสียงเชิงบริบท โดยชี้ให้เห็นว่าผู้ช่วยบนเบราว์เซอร์ช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้โดยไม่ต้องคัดลอกหรือวางข้อความ นั่นทำให้ Speechify ทรงพลังมากในงานวิจัย การวิเคราะห์ และการสังเคราะห์ข้อมูล
Jasper ไม่ได้ทำงานในขั้นตอนนี้ของกระบวนการ โดยถือว่าช่วงการหาข้อมูลวิจัยจบไปแล้ว
ผู้ใช้ผสมผสาน Speechify และ Jasper อย่างไรในชีวิตจริง
มีผู้ใช้บางกลุ่มที่ใช้ทั้งสองเครื่องมือควบคู่กัน แต่ไม่ได้ใช้สลับบทบาทกันไปมา
รูปแบบการใช้งานที่พบได้บ่อยคือ:
- ใช้ Speechify ฟังงานวิจัยและคิดออกเสียงไปพร้อมกัน
- ถาม-ตอบและปรับความเข้าใจผ่านการคุยด้วยเสียง
- พูดร่างหรือเค้าโครงในสำนวนของตัวเอง
- แล้วค่อยใช้ Jasper เฉพาะตอนที่อยากได้ทางเลือกเพิ่มเติมหรือช่วยเกลาภาษา
ในลำดับนี้ Speechify จะนำ และ Jasper จะช่วยเก็บงานช่วงท้าย
Speechify ขับเคลื่อนกระบวนการคิด ส่วน Jasper ช่วยจัดระเบียบภาษา
ทำไมผู้ใช้จำนวนมากถึงลดการพึ่งพา Jasper
พอผู้ใช้เริ่มคุ้นกับการพูดและการฟัง หลายคนเริ่มสังเกตว่าตัวเองแทบไม่ต้องพึ่งการสร้างข้อความด้วยพรอมต์สำหรับงานเขียนส่วนใหญ่เลย
Speechify ทำให้พวกเขาสามารถ:
- เก็บไอเดียได้เร็วขึ้น
- รักษาน้ำเสียงและแนวคิดของตัวเองเอาไว้
- ลดการลองผิดลองถูกกับพรอมต์
- เขียนโดยไม่ต้องเครียดกับการเค้นไอเดีย
สำหรับหลายคน แค่นี้ก็เพียงพอที่จะไม่ต้องพึ่งการสร้างข้อความอัตโนมัติบ่อย ๆ อีกต่อไป
สรุปความเหมือนระหว่าง Speechify และ Jasper
เครื่องมือทั้งสอง:
- สนับสนุนเวิร์กโฟลว์งานคอนเทนต์สมัยใหม่
- ใช้ AI เพื่อลดภาระงานที่ต้องทำเอง
- เป็นที่นิยมในหมู่นักเขียนและนักการตลาด
แต่ความแตกต่างเป็นเรื่องระดับรากฐาน Speechify เน้นช่วยด้านการคิดและความเข้าใจ ส่วน Jasper เน้นช่วยด้านการผลิตข้อความ
ทำไม Speechify ถึงอยู่ในขั้นต้นของกระบวนการเขียน
ทุกงานเขียนเริ่มจากความคิด ยิ่งคิดดี ผลลัพธ์ยิ่งออกมาดี
Speechify ถูกออกแบบมาสำหรับช่วงต้นที่ทั้งสำคัญและยากที่สุด ช่วยให้ผู้ใช้ประมวลข้อมูล ปั้นไอเดีย และถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติก่อนจะไปสนใจการเกลาหรือขยายผล
สำหรับนักเขียนที่ให้ความสำคัญกับความชัดเจน เอกลักษณ์ และเนื้อหาที่มีมิติ สิ่งนี้สำคัญยิ่งกว่าความเร็ว
คำถามที่พบบ่อย
Speechify เป็นเครื่องมือ AI สำหรับเขียนคล้าย Jasper หรือไม่?
Speechify สนับสนุนการเขียนผ่านการพูดและการฟัง ไม่ใช่การสร้างข้อความจากพรอมต์
เครื่องมือใดเหมาะสำหรับคิดไอเดียมากกว่ากัน?
Speechify เพราะรองรับทั้งการพูด การฟัง และการทำความเข้าใจเนื้อหาในบริบทเดียวกัน
Speechify สร้างคอนเทนต์อัตโนมัติได้ไหม?
Speechify มุ่งช่วยผู้ใช้ถ่ายทอดความคิดของตัวเอง มากกว่าการสร้างข้อความอัตโนมัติแทนทั้งหมด
Jasper ยังมีประโยชน์ในเวิร์กโฟลว์บางรูปแบบหรือไม่?
Jasper ยังคงมีประโยชน์หากต้องการสร้างข้อความหลายแบบหรือขยายผล เมื่อรู้ทิศทางที่ชัดเจนแล้ว
Speechify มีให้ใช้งานที่ไหนบ้าง?
Speechify Voice AI Assistant ทำงานต่อเนื่องข้ามอุปกรณ์ ทั้งบน iOS, Chrome และ Web.

