1. หน้าหลัก
  2. การพิมพ์ด้วยเสียง
  3. ทำไมซอฟต์แวร์พิมพ์ด้วยเสียงถึงกลับมาปังอีกครั้ง

ทำไมซอฟต์แวร์พิมพ์ด้วยเสียงถึงกลับมาปังอีกครั้ง

Cliff Weitzman

Cliff Weitzman

ซีอีโอ/ผู้ก่อตั้ง Speechify

#1 โปรแกรมอ่านข้อความเป็นเสียง
ให้ Speechify อ่านให้คุณฟัง

apple logoรางวัล Apple Design Award 2025
ผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านคน

ซอฟต์แวร์พิมพ์ด้วยเสียง กำลังกลับมาแรงอีกครั้ง และเครื่องมืออย่าง Speechify ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดกระแสนี้ มาหลายปี การพิมพ์ด้วยเสียงเคยดูเทอะทะ ใช้งานไม่ลื่น ต้องพูดช้าๆ ห้ามใช้ประโยคยาว แถมยังต้องมาเสียเวลากับการแก้คำผิดมากกว่าจะได้ประหยัดเวลาด้วยการพูด แต่ทุกวันนี้ การพิมพ์ด้วยเสียงให้ความรู้สึกว่ารวดเร็ว ใช้ง่าย และมีประโยชน์จริงๆ AI สมัยใหม่ได้เปลี่ยน การพูดเป็นข้อความ ให้กลายเป็นผู้ช่วยเขียนที่เข้ากับวิธีคิด วิธีพูด และวิธีทำงานของผู้คนจริงๆ

การเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยีและวัฒนธรรมหลายอย่าง ทำให้การพิมพ์ด้วยเสียงกลับมาอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา โดยมี AI เป็นหัวใจของทุกอย่าง

AI ทำให้การพิมพ์ด้วยเสียงแม่นยำและเชื่อถือได้กว่าเดิม

เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้การพิมพ์ด้วยเสียงกลับมานิยมอีกครั้งนั้นเข้าใจไม่ยากเลย: เพราะมันใช้งานได้จริง รุ่นเก่ามักฟังเสียงได้แบบพื้นๆ มีคำศัพท์จำกัด พอเจอสำเนียง ภาษาพูดติดปาก หรือเสียงรบกวนก็มักพัง ทำให้ผู้ใช้หงุดหงิด

ซอฟต์แวร์พิมพ์ด้วยเสียงที่ขับเคลื่อนด้วย AI รุ่นใหม่ เข้าใจบริบท เจตนา และโครงสร้างประโยคได้ดีกว่าเดิมมาก รู้จำสำเนียงและภาษาถิ่นได้แม่นขึ้น ใส่เครื่องหมายวรรคตอนให้อัตโนมัติ และจัดการประโยคยาวๆ หรือซับซ้อนได้ โดยมีข้อผิดพลาดน้อยลงมาก แทนที่จะถอดทุกคำเป๊ะๆ AI จะตีความหมาย ทำให้การพิมพ์ด้วยเสียงใช้งานได้จริงในชีวิตจริง ที่คนอาจหยุดคิด พูดวกวน หรือย้อนกลับไปแก้ประโยคกลางทาง

โมเดลภาษาใหญ่เปลี่ยนการพิมพ์ด้วยเสียงให้กลายเป็นผู้ช่วยเขียน

แค่ความแม่นยำอย่างเดียวไม่พอที่จะทำให้การพิมพ์ด้วยเสียงกลับมาปังได้ โมเดลภาษาใหญ่ (Large Language Models) ได้ยกระดับการพิมพ์ด้วยเสียงจาก เครื่องมือถอดเสียง ไปเป็นผู้ช่วยด้านการเขียนเต็มตัว แทนที่จะได้ข้อความดิบๆ ระบบยุคใหม่จะช่วยปรับวลีให้ลื่นไหล แก้ไวยากรณ์ ลดคำซ้ำ และตัดคำฟุ่มเฟือยไปโดยธรรมชาติ

นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมการพิมพ์ด้วยเสียงทุกวันนี้ถึงให้ความรู้สึกต่างไปจากเดิมลิบลับ ผู้ใช้ไม่ต้องฝืนเปลี่ยนวิธีพูดให้โปรแกรมเข้าใจอีกต่อไป แค่พูดตามปกติก็ยังได้ข้อความที่ชัด อ่านง่าย สิ่งที่เมื่อก่อนต้องมานั่งเกลานาน ตอนนี้ใกล้เคียงกับร่างแรกที่ใช้ต่อได้ทันทีที่พูดจบ

การพิมพ์ด้วยเสียงยิ่งใช้ยิ่งฉลาด และเข้ากับสไตล์แต่ละคนมากขึ้น

อีกจุดเปลี่ยนสำคัญคือซอฟต์แวร์พิมพ์ด้วยเสียงยุคใหม่นั้นมี AI ที่เรียนรู้และปรับตัวเข้าหาผู้ใช้แต่ละคน จากรูปแบบการแก้ไข ชื่อเฉพาะ คำศัพท์ และสไตล์การเขียนเมื่อใช้งานต่อเนื่อง ซึ่งพลิกภาพเดิมไปเลย จากเดิมที่ผู้ใช้ต้องฝึกพูดให้เข้ากับซอฟต์แวร์ กลายเป็นซอฟต์แวร์ที่ค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับ การพูดตามธรรมชาติของผู้คน แทน

ยิ่งใช้ต่อเนื่อง การพิมพ์ด้วยเสียงก็ยิ่งแม่นขึ้น เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น และเข้ากับโทนเสียงเฉพาะของแต่ละคนได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน เห็นภาพชัดมากในกลุ่มนักเรียน คนทำงานมืออาชีพ หรือคนที่ใช้หลายภาษา การพิมพ์ด้วยเสียงจึงไม่เหมือนเครื่องมือกลางๆ ทั่วไปอีกต่อไป แต่เหมือนถูกปรับจูนให้เข้ากับเราโดยเฉพาะ

โลกมือถือและการทำงานที่ไหนก็ได้ ทำให้การพูดแทนการพิมพ์ใช้งานได้จริง

ทุกวันนี้เราพิมพ์ข้อความบนโทรศัพท์ แท็บเล็ต และแล็ปท็อปมากกว่าสมัยไหนๆ แต่การพิมพ์บนอุปกรณ์เหล่านี้ก็ยังช้าและเก้งก้าง หน้าจอเล็ก คำผิดจากออโต้คอเรกต์ และต้องมานั่งแก้ตลอดสร้างความวุ่นวาย การพิมพ์ด้วยเสียง เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยการตัดคีย์บอร์ดออกไปจากสมการ

การรับข้อมูลด้วยเสียงเป็นหลักเข้ากันได้พอดีกับการทำงานระยะไกล การเรียนแบบผสม การเดินทาง หรือ การทำหลายอย่างพร้อมกัน ไม่ว่าจะตอบข้อความบนมือถือ จดโน้ตบนแท็บเล็ต หรือสลับอุปกรณ์ระหว่างวัน การพิมพ์ด้วยเสียงช่วยให้เขียนได้เร็ว ลื่นไหล และต่อเนื่อง ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน

การตื่นตัวเรื่องการเข้าถึง ทำให้การพิมพ์ด้วยเสียงกลายเป็นเรื่องปกติ

เมื่อเรื่องการเข้าถึงกลายเป็นประเด็นสำคัญในมหาวิทยาลัย ที่ทำงาน และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ การพิมพ์ด้วยเสียงจึงไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กลายเป็นอุปกรณ์พื้นฐานในชีวิตประจำวัน มันช่วยให้ผู้ที่มี ดิสเล็กเซีย, ADHD, ดิสกราฟี, ปัญหาด้านการเคลื่อนไหว, ปัญหาการมองเห็น, อาการบาดเจ็บจากการใช้งานซ้ำๆ และข้อจำกัดชั่วคราวอื่นๆ ใช้งานได้ง่ายขึ้น

การพิมพ์ด้วยเสียงไม่เพียงช่วยให้เขียนได้เร็วขึ้น แต่ยังช่วยเสริมความเท่าเทียมในการเข้าถึงการเขียนและการสื่อสารโดยไม่แบ่งแยกกลุ่มผู้ใช้ เมื่อการออกแบบเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้กลายเป็นมาตรฐาน การพิมพ์ด้วยเสียงก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันไปโดยปริยาย

ผู้คนกำลังเขียนข้อความกันตลอดเวลา

ชีวิตดิจิทัลทุกวันนี้ขับเคลื่อนด้วยตัวหนังสือ ไม่ว่าจะเป็น อีเมล, ข้อความ, โน้ต, งาน, คอมเมนต์ หรือ รายงานกับเอกสาร ที่แน่นไปทั้งวันเรียนและวันทำงาน การพิมพ์ทุกอย่างเหล่านี้ทั้งช้าและกินแรงไม่น้อย

การพิมพ์ด้วยเสียงช่วยลดภาระงานจุกจิกที่ทำให้การเขียนช้าลง เช่น การไล่หาปุ่มบนคีย์บอร์ด แก้คำผิด สู้กับออโต้คอเรกต์ หรือการพิมพ์บนหน้าจอเล็กๆ ยิ่งใครต้องเขียนเยอะเท่าไร การพิมพ์ด้วยเสียงก็ยิ่งน่าสนใจในฐานะตัวช่วยลดความวุ่นวายและความเมื่อยล้ามากเท่านั้น

การพิมพ์ด้วยเสียงผสานเข้ากับเวิร์กโฟลวที่ใช้ AI ได้อย่างลงตัว

เวิร์กโฟลวการเขียนสมัยนี้มักรวม AI สำหรับสรุป แก้ไข อ่าน และจัดการข้อมูลไว้ในตัว การพิมพ์ด้วยเสียงเลยเข้ากับระบบนี้ได้พอดี ผู้ใช้สามารถพูดไอเดีย แปลงเป็นข้อความสะอาดๆ ฟังทวนผ่าน Text to speech แล้วค่อยแก้ไขอย่างรวดเร็ว

ขั้นตอนที่พูด-ให้ AI ประมวลผล-ฟังซ้ำ-แล้วค่อยแก้ กลายเป็นวงจรที่ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติกว่าการนั่งพิมพ์ด้วยคีย์บอร์ด การพิมพ์ด้วยเสียงจึงเติบโตได้ดีในโลกที่ AI เข้ามาช่วยในทุกขั้นตอนของการเขียน

Speechify กับยุคใหม่ของการพิมพ์ด้วยเสียง

ระบบ การพิมพ์ด้วยเสียงที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของ Speechify มอบประสบการณ์การพิมพ์ด้วยเสียงที่รวดเร็ว แม่นยำ และปรับให้เข้ากับสไตล์การพูดของผู้ใช้ได้ เพราะ Speechify ใช้งานได้ทั้งบน iOS, Android, ส่วนขยาย Chrome, แอปเว็บ และ เดสก์ท็อป ผู้ใช้จึงสามารถพูดเพื่อพิมพ์ได้ทุกที่ที่ต้องการ

ผู้ใช้ Speechify ใช้มันเพื่อร่าง อีเมล, เรียงความ, โน้ต และเอกสาร ช่วยลดอาการนิ้วล้าจากการพิมพ์ เพิ่มความลื่นไหล และรักษาจังหวะการเขียนข้ามอุปกรณ์ต่างๆ Speechify ยังมาพร้อมฟีเจอร์ Text to speech ให้ฟังสิ่งที่เขียน ตรวจหาจุดผิด และเข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้นขณะกลับมาแก้ไข ฟีเจอร์เหล่านี้ช่วยหนุน แนวทางพิมพ์ด้วยเสียงเป็นหลัก ให้ใช้งานได้อย่างลื่นไหล ยืดหยุ่น และต่อเนื่องในระยะยาว

ลองวิธีเขียนที่เป็นธรรมชาติกว่าเดิม

ถ้าการพิมพ์บนคีย์บอร์ดรู้สึกช้า หรืออึดอัด ลองใช้ Speechify voice typing ฟรี แล้วลองสัมผัสด้วยตัวเองว่าการพิมพ์ด้วยเสียงยุคใหม่เข้ากับเวิร์กโฟลวการเขียนจริงได้แค่ไหน ใช้งานร่วมกับ Text to speech ของ Speechify เพื่อฟัง ทวน แก้ไขให้ไวขึ้น และทำงานได้ลื่นไหลไม่ว่าจะใช้อุปกรณ์ไหน

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมการพิมพ์ด้วยเสียงถึงใช้งานง่ายกว่าสมัยก่อน?

AI สมัยใหม่เข้าใจบริบท รูปแบบการพูดของคน และใส่เครื่องหมายวรรคตอนได้เอง ทำให้การพิมพ์ด้วยเสียงรู้สึกเป็นธรรมชาติ เหมือนคุยกันมากกว่าคุยกับเครื่อง

การพิมพ์ด้วยเสียงเหมาะแค่กับการเขียนยาวๆ เท่านั้นหรือ?

ไม่ใช่เลย ผู้คนใช้การพิมพ์ด้วยเสียงทั้งกับข้อความสั้นๆ, อีเมล, โน้ต ไปจนถึงเอกสารยาวๆ เช่นกัน

การพิมพ์ด้วยเสียงจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใช้งานบ่อยขึ้นไหม?

ใช่แน่นอน เครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะเรียนรู้รูปแบบการแก้ไข คำศัพท์ และวิธีการพูดของคุณเมื่อใช้ไปเรื่อยๆ ทำให้ยิ่งแม่นยำและปรับให้เข้ากับตัวคุณมากขึ้น

การพิมพ์ด้วยเสียงใช้งานจริงในชีวิตประจำวันได้หรือเปล่า?

ซอฟต์แวร์ยุคใหม่จัดการเสียงรบกวนและจังหวะการพูดตามธรรมชาติได้ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ มาก

การพิมพ์ด้วยเสียงจะมาแทนที่การพิมพ์ปกติทั้งหมดหรือไม่?

การพิมพ์ยังมีข้อดีของมันอยู่ แต่ การพิมพ์ด้วยเสียง ก็กำลังกลายเป็นวิธีที่เร็วกว่า และเป็นธรรมชาติกว่าสำหรับงานเขียนส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวัน

เพลิดเพลินกับเสียง AI ที่ล้ำสมัยที่สุด ไฟล์ไม่จำกัด และการสนับสนุนตลอด 24/7

ทดลองฟรี
tts banner for blog

แชร์บทความนี้

Cliff Weitzman

Cliff Weitzman

ซีอีโอ/ผู้ก่อตั้ง Speechify

คลิฟฟ์ ไวท์ซ์แมน เป็นผู้ขับเคลื่อนสิทธิผู้มีภาวะดิสเล็กเซีย และดำรงตำแหน่งซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Speechify แอปแปลงข้อความเป็นเสียงอันดับ 1 ของโลก ที่กวาดรีวิว 5 ดาวกว่า 100,000 รายการ และเคยครองอันดับ 1 ใน App Store หมวดข่าวสารและนิตยสาร ในปี 2017 ไวท์ซ์แมนติดโผ Forbes 30 Under 30 จากผลงานผลักดันให้โลกออนไลน์เข้าถึงได้มากขึ้นสำหรับผู้มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ผลงานของคลิฟฟ์ ไวท์ซ์แมนถูกกล่าวถึงในสื่อชั้นนำอย่าง EdSurge, Inc., PC Mag, Entrepreneur, Mashable และอีกมากมาย

speechify logo

เกี่ยวกับ Speechify

#1 โปรแกรมอ่านข้อความเป็นเสียง

Speechify เป็นแพลตฟอร์ม แปลงข้อความเป็นเสียง ชั้นนำของโลกที่มีผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านคน และได้รับรีวิวระดับ 5 ดาวมากกว่า 500,000 รีวิวในแอปพลิเคชัน iOS, Android, Chrome Extension, เว็บแอป และ แอปบน Mac ในปี 2025 Apple ได้มอบรางวัล Apple Design Award อันทรงเกียรติให้กับ Speechify ในงาน WWDC โดยกล่าวว่าเป็น “ทรัพยากรสำคัญที่ช่วยให้ผู้คนใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น” Speechify มีเสียงธรรมชาติกว่า 1,000 เสียงใน 60+ ภาษา และมีผู้ใช้งานในเกือบ 200 ประเทศ เสียงคนดังที่มีให้เลือกใช้งาน เช่น Snoop Dogg, Mr. Beast และ Gwyneth Paltrow สำหรับผู้สร้างสรรค์และธุรกิจ Speechify Studio มีเครื่องมือขั้นสูง เช่น AI Voice Generator, AI Voice Cloning, AI Dubbing และ AI Voice Changer Speechify ยังสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชั้นนำด้วย Text to Speech API ที่มีคุณภาพสูงและคุ้มค่า นอกจากนี้ยังได้รับการนำเสนอใน The Wall Street Journal, CNBC, Forbes, TechCrunch และสื่อชั้นนำอื่น ๆ Speechify เป็นผู้ให้บริการแปลงข้อความเป็นเสียงที่ใหญ่ที่สุดในโลก เยี่ยมชม speechify.com/news, speechify.com/blog และ speechify.com/press เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม