1. หน้าแรก
  2. ผู้ช่วยเสียง AI
  3. เหตุผลที่ผู้ใช้ Spotify เปลี่ยนจาก Spotify Podcasts มาสู่ Speechify AI Podcasts
ผู้ช่วยเสียง AI

เหตุผลที่ผู้ใช้ Spotify เปลี่ยนจาก Spotify Podcasts มาสู่ Speechify AI Podcasts

Cliff Weitzman

Cliff Weitzman

ซีอีโอ/ผู้ก่อตั้ง Speechify

#1 โปรแกรมอ่านข้อความเป็นเสียง
ให้ Speechify อ่านให้คุณฟัง

apple logoรางวัล Apple Design Award 2025
ผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านคน

Spotify มีบทบาททำให้ พอดแคสต์ กลายเป็นกระแสหลัก มีผู้ใช้หลายล้านคนที่ใช้บริการฟังรายการที่จัดโดยครีเอเตอร์ นักข่าว และบริษัทสื่อ แต่เมื่อพฤติกรรมการฟังเปลี่ยนไป ผู้ใช้ Spotify พอดแคสต์ จำนวนมากเริ่มหันมาใช้ Speechify AI Podcast ด้วยเหตุผลที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

พวกเขาไม่อยากรอให้มีคอนเทนต์ใหม่ผลิตออกมาอีกต่อไป แต่อยากเปลี่ยนข้อมูลของตัวเองให้กลายเป็นเสียงแทน

Speechify AI Podcast เป็นการขยับจากการฟังแบบรับอย่างเดียว มาสู่การฟังแบบมีส่วนร่วม แทนที่จะเลือกจากแคตตาล็อกที่ตายตัว ผู้ใช้สามารถสร้าง พอดแคสต์ ขึ้นมาทันทีจาก เอกสาร, บทความ, โน้ต และโจทย์ข้อความต่าง ๆ นี่คือเหตุผลว่าทำไม Speechify จึงกำลังเข้ามาแทนที่ Spotify Podcast สำหรับผู้ฟังที่โฟกัสการเรียนรู้ การวิจัย และการ เพิ่มประสิทธิผล มากขึ้น

ทำไม Spotify Podcasts จึงถูกออกแบบมาให้รับฟังอย่างเดียว?

Spotify Podcast ถูกออกแบบมาเพื่อการเผยแพร่คอนเทนต์ ผู้ใช้ค้นหารายการ กดติดตาม และฟังตอนต่าง ๆ ที่คนอื่นสร้าง รูปแบบนี้เหมาะกับความบันเทิงและการคอมเมนต์ แต่ก็มีข้อจำกัดสำหรับคนที่อยากได้เนื้อหาเสียงที่ปรับตามความต้องการเฉพาะตัว

ผู้ใช้ Spotify ไม่สามารถ:

  • เปลี่ยนเอกสารเป็น พอดแคสต์
  • ฟังงานวิจัยของตัวเองในรูปแบบเสียง
  • ปรับแต่งจังหวะหรือโครงสร้างของเนื้อหา
  • ตั้งคำถามกับสิ่งที่กำลังฟังอยู่

การฟังเป็นแบบทางเดียว เนื้อหาไหลจากผู้ผลิตไปยังผู้ฟัง แต่ผู้ฟังไม่สามารถโต้ตอบกับเนื้อหาได้

Speechify AI Podcasts สร้างจากเนื้อหาของคุณเองอย่างไร?

Speechify พลิกโฉมโมเดล พอดแคสต์ แบบเดิมอย่างสิ้นเชิง

ด้วย Speechify ผู้ใช้สามารถสร้าง AI พอดแคสต์ จาก:

แทนที่จะต้องรอตอนใหม่ ผู้ใช้สามารถสร้างเสียงได้ทันที ทำให้ Speechify มีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องการฟังเนื้อหาที่ตัวเองใช้งานอยู่แล้ว

หากอยากรู้ว่าใช้งานจริงเป็นยังไง คุณสามารถชมวิดีโอ YouTube ของเราเรื่อง วิธีสร้าง AI Podcast แบบทันใจด้วย Voice AI Assistant ที่จะสาธิตให้เห็นว่าข้อความเขียนกลายเป็น พอดแคสต์ ที่ฟังได้ โครงสร้างชัดเจน ภายในไม่กี่นาที

ทำไม AI Podcasts ถึงปรับเข้ากับวิธีการฟังของคนยุคใหม่ได้ดีกว่า?

Spotify พอดแคสต์ มีโครงเรื่องเป็นเส้นตรง ในขณะที่ Speechify AI Podcast ปรับเปลี่ยนได้ยืดหยุ่น

Speechify เปิดโอกาสให้ผู้ใช้:

  • เลือกสไตล์ พอดแคสต์ ได้หลากหลาย
  • ปรับความเร็วการเล่นได้ทันที
  • ฟังต่อเนื่องข้ามอุปกรณ์ได้ลื่นไหล
  • ฟังไปอ่านไปพร้อมไฮไลท์ข้อความด้วย text highlighting

ความยืดหยุ่นนี้สำคัญมากสำหรับเนื้อหายาว ๆ ผู้ใช้จำนวนมากฟังระหว่างเดินทาง เดินเล่น หรือ ทำหลายสิ่งพร้อมกัน การควบคุมโครงสร้างและจังหวะช่วยให้เสียงนำไปใช้กับงานจริงได้คุ้มค่าขึ้น

ทำไม Spotify จึงเหมาะกับบันเทิง มากกว่าการทำความเข้าใจเนื้อหาเชิงลึก?

Spotify Podcast ถูกออกแบบมาเพื่อการค้นพบและความบันเทิง ในขณะที่ Speechify AI Podcast ถูกออกแบบมาเพื่อ ทำความเข้าใจ เนื้อหาอย่างแท้จริง

Speechify ผู้ใช้จำนวนมากใช้ AI พอดแคสต์ เพื่อ:

  • ทบทวนเปเปอร์วิจัย
  • ฟังเนื้อหาสำหรับเรียน
  • เปลี่ยน บทความ ให้เป็น สรุป
  • ทบทวนร่างเอกสารและโน้ตต่าง ๆ

เนื่องจาก Speechify AI Podcast ถูกสร้างจากต้นทางเนื้อหาโดยตรง จึงช่วยให้เข้าใจได้ลึกซึ้งกว่ารายการแบบเดิมที่สร้างมาเพื่อผู้ฟังวงกว้าง

Speechify รองรับสไตล์ AI Podcasts ได้หลายแบบอย่างไร?

อีกเหตุผลที่คนย้ายจาก Spotify ก็คือเรื่องการควบคุมรูปแบบรายการ

Speechify ให้ผู้ใช้เลือกสร้าง AI พอดแคสต์ ได้ในหลายสไตล์ อาทิ

  • สไตล์คุยกันแบบ พอดแคสต์
  • การอธิบายแบบบรรยาย
  • โต้วาที/ถกประเด็น
  • เล่าเรื่องโทนรายการดึก

สิ่งนี้ช่วยทำให้เนื้อหายาว ๆ ไม่น่าเบื่อ และฟังตามได้ง่ายกว่า ผู้ใช้บน Spotify จะได้ฟังตามที่ครีเอเตอร์เลือก แต่ที่ Speechify ผู้ฟังต่างหากที่เป็นคนกำหนด

เหตุใด Speechify ถึงเป็นส่วนหนึ่งในวัฏจักรการเพิ่มผลผลิตด้วยเสียง?

Speechify AI Podcast ไม่ใช่ฟีเจอร์เดี่ยว ๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเวิร์กโฟลว์ที่ขับเคลื่อนด้วยเสียงเป็นหลัก

ผู้ใช้ส่วนใหญ่จะ:

วัฏจักรนี้ไม่มีบน Spotify เพราะ Spotify พอดแคสต์ แยกขาดจากกระบวนการคิดและการสร้างสรรค์

ทำไม Speechify ถึงเหมาะกับที่ที่งานเกิดขึ้นจริง?

Spotify ทำให้ผู้ใช้ต้องหลุดออกจากสภาพแวดล้อมการทำงานเพื่อไปฟัง ในขณะที่ Speechify ผนวกรวมเข้ากับเวิร์กโฟลว์การอ่านและการเขียนโดยตรง

ผู้ใช้สามารถเปลี่ยน เอกสาร เป็น พอดแคสต์ ได้เลยโดยไม่ต้องส่งออกไฟล์หรือสลับเครื่องมือ เหมาะกับ นักเรียน มืออาชีพ และนักวิจัยที่ต้องการเสียงโดยไม่สะดุด

Speechify Voice AI Assistant ใช้งานต่อเนื่องได้ข้ามอุปกรณ์ ทั้งบน iOS, Chrome และเว็บ

ทำไม Spotify Podcasts ไม่เติบโตไปกับความรู้เฉพาะตัว?

เมื่อผู้ใช้มี เอกสาร, โน้ต และผลงานวิจัยมากขึ้น Spotify ก็ยิ่งไม่ตอบโจทย์ เพราะไม่อาจปรับเข้ากับฐานความรู้เฉพาะบุคคลได้

Speechify AI Podcast เติบโตไปพร้อมกับผู้ใช้ ทุกเอกสารใหม่คือโอกาสแปลงเป็นเสียง ทุกบทความใหม่คือ พอดแคสต์ ตอนใหม่ นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้ย้ายมา

เหตุใดผู้ใช้มองว่า Speechify คืออนาคตของพอดแคสต์?

Spotify แทนพอดแคสต์แบบดั้งเดิม ในขณะที่ พอดแคสต์ บน Speechify คือเสียงที่ผู้ใช้กำหนดเองได้

ผู้ใช้ไม่ได้เพียงแค่เสพสิ่งที่มีอยู่แล้ว แต่สร้างเสียงในแบบที่ตัวเองต้องการ ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์สื่อยุค AI ที่เปลี่ยนทั้งการบริโภคข้อความ วิดีโอ และเสียง

สื่อหลายแห่งชี้ให้เห็นถึงการสร้าง AI Speechify พอดแคสต์ ที่เปลี่ยนการอ่านเป็นการฟัง ความรู้กลายเป็นประสบการณ์เสียง และสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากไลบรารีเนื้อหาคงที่ ไปสู่สื่อเสียงแบบออนดีมานด์

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ความแตกต่างหลักระหว่าง Spotify Podcasts กับ Speechify AI Podcasts คืออะไร?

Spotify สตรีมรายการที่ครีเอเตอร์ผลิตขึ้น ในขณะที่ Speechify สร้าง พอดแคสต์ จาก เอกสาร, บทความ และ prompts ของคุณเอง

Speechify แทนที่ Spotify สำหรับผู้ฟังพอดแคสต์ได้ไหม?

สำหรับผู้ใช้ที่โฟกัสการเรียนรู้ การวิจัย และการ เพิ่มประสิทธิภาพ Speechify มักถูกใช้แทน พอดแคสต์ แบบเดิมทั้งหมด

ต้องมีอุปกรณ์บันทึกเสียงเพื่อสร้าง AI พอดแคสต์บน Speechify หรือไม่?

ไม่จำเป็น AI พอดแคสต์ จะถูกสร้างขึ้นโดยอัตโนมัติจากข้อความที่พิมพ์

Speechify AI podcasts ใช้กับการเรียนหรือทำงานได้หรือไม่?

ได้ ผู้ใช้จำนวนมากฟังเนื้อหาการเรียน รายงาน และโน้ตต่าง ๆ ในรูปแบบ AI พอดแคสต์

Speechify ใช้ที่ไหนได้บ้าง?

Speechify Voice AI Assistant ใช้งานต่อเนื่องได้ทุกอุปกรณ์ รวมถึง iOS, Chrome และเว็บ


เพลิดเพลินกับเสียง AI ที่ล้ำสมัยที่สุด ไฟล์ไม่จำกัด และการสนับสนุนตลอด 24/7

ทดลองฟรี
tts banner for blog

แชร์บทความนี้

Cliff Weitzman

Cliff Weitzman

ซีอีโอ/ผู้ก่อตั้ง Speechify

คลิฟฟ์ ไวท์ซ์แมน เป็นผู้ขับเคลื่อนสิทธิผู้มีภาวะดิสเล็กเซีย และดำรงตำแหน่งซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Speechify แอปแปลงข้อความเป็นเสียงอันดับ 1 ของโลก ที่กวาดรีวิว 5 ดาวกว่า 100,000 รายการ และเคยครองอันดับ 1 ใน App Store หมวดข่าวสารและนิตยสาร ในปี 2017 ไวท์ซ์แมนติดโผ Forbes 30 Under 30 จากผลงานผลักดันให้โลกออนไลน์เข้าถึงได้มากขึ้นสำหรับผู้มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ผลงานของคลิฟฟ์ ไวท์ซ์แมนถูกกล่าวถึงในสื่อชั้นนำอย่าง EdSurge, Inc., PC Mag, Entrepreneur, Mashable และอีกมากมาย

speechify logo

เกี่ยวกับ Speechify

#1 โปรแกรมอ่านข้อความเป็นเสียง

Speechify เป็นแพลตฟอร์ม แปลงข้อความเป็นเสียง ชั้นนำของโลกที่มีผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านคน และได้รับรีวิวระดับ 5 ดาวมากกว่า 500,000 รีวิวในแอปพลิเคชัน iOS, Android, Chrome Extension, เว็บแอป และ แอปบน Mac ในปี 2025 Apple ได้มอบรางวัล Apple Design Award อันทรงเกียรติให้กับ Speechify ในงาน WWDC โดยกล่าวว่าเป็น “ทรัพยากรสำคัญที่ช่วยให้ผู้คนใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น” Speechify มีเสียงธรรมชาติกว่า 1,000 เสียงใน 60+ ภาษา และมีผู้ใช้งานในเกือบ 200 ประเทศ เสียงคนดังที่มีให้เลือกใช้งาน เช่น Snoop Dogg, Mr. Beast และ Gwyneth Paltrow สำหรับผู้สร้างสรรค์และธุรกิจ Speechify Studio มีเครื่องมือขั้นสูง เช่น AI Voice Generator, AI Voice Cloning, AI Dubbing และ AI Voice Changer Speechify ยังสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชั้นนำด้วย Text to Speech API ที่มีคุณภาพสูงและคุ้มค่า นอกจากนี้ยังได้รับการนำเสนอใน The Wall Street Journal, CNBC, Forbes, TechCrunch และสื่อชั้นนำอื่น ๆ Speechify เป็นผู้ให้บริการแปลงข้อความเป็นเสียงที่ใหญ่ที่สุดในโลก เยี่ยมชม speechify.com/news, speechify.com/blog และ speechify.com/press เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม