1. หน้าแรก
  2. ผู้ช่วยเสียง AI
  3. เบื้องหลังศูนย์วิจัย AI ของ Speechify
ผู้ช่วยเสียง AI

เบื้องหลังศูนย์วิจัย AI ของ Speechify

Cliff Weitzman

Cliff Weitzman

ซีอีโอ/ผู้ก่อตั้ง Speechify

#1 โปรแกรมอ่านข้อความเป็นเสียง
ให้ Speechify อ่านให้คุณฟัง

apple logoรางวัล Apple Design Award 2025
ผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านคน

Speechify ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์มอินเทอร์เฟซที่เอาไปครอบทับ AI ของบริษัทอื่นเท่านั้น แต่ Speechify ยังมีAI Research Lab ของตัวเองที่ทุ่มเทในการสร้างโมเดลเสียงกรรมสิทธิ์ เพื่อเป็นหัวใจของแพลตฟอร์ม Voice AI Productivity ทั้งหมดของ Speechify นี่เป็นจุดสำคัญ เพราะคุณภาพ ต้นทุน และทิศทางระยะยาวของ Speechify ถูกกำหนดและควบคุมโดยทีมวิจัยภายในเอง ไม่ได้ผูกกับผู้ให้บริการรายอื่น

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Speechify เติบโตจากเครื่องอ่านข้อความเป็นเสียงไปสู่AI ผู้ช่วยแบบสนทนา AI assistant ที่ขับเคลื่อนด้วยเสียง ปัจจุบันแพลตฟอร์มนี้มีทั้งการสนทนาด้วยเสียง, AI podcasts และการพิมพ์ตามคำบอกด้วยเสียง พร้อมฟีเจอร์อ่านออกเสียงแบบดั้งเดิม การพัฒนาทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนโดยแล็บวิจัย AI ภายใน ที่มองว่า “เสียง” คืออินเทอร์เฟซหลักในการโต้ตอบกับ AI บทความนี้จะเล่าว่า Speechify AI Research Lab คืออะไร โมเดลเสียงกรรมสิทธิ์ทำงานอย่างไร และทำไมแนวทางนี้จึงทำให้ Speechify กลายเป็นหนึ่งในบริษัทวิจัย Voice AI แถวหน้า

Speechify AI Research Lab คืออะไร?

Speechify AI Research Lab คือทีมวิจัยภายในที่โฟกัสด้านปัญญาประดิษฐ์ทางเสียงโดยเฉพาะ พันธกิจของแล็บคือพัฒนาเทคโนโลยีแปลงข้อความเป็นเสียง การรู้จำเสียง และระบบแปลงเสียงเป็นเสียง เพื่อให้ “เสียง” กลายเป็นช่องทางหลักสำหรับการอ่าน เขียน และคิดร่วมกับ AI

เช่นเดียวกับห้องแล็บแถวหน้าอย่างOpenAI, Anthropic และElevenLabs Speechify ลงทุนตรงในการออกแบบโมเดล กระบวนการฝึก และการประเมินผล แต่จุดต่างคือ งานวิจัยของ Speechify ถูกวางโจทย์มาเพื่อรองรับการใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในชีวิตประจำวัน แล็บจึงสร้างโมเดลสำหรับการอ่านเนื้อหายาว การพิมพ์ตามคำบอกด้วยเสียงความเร็วสูง voice typing dictation และเวิร์กโฟลว์การทำงานร่วมกับ AI แบบสนทนา ไม่ได้เน้นแค่เดโมหรือสื่อสั้น ๆ เท่านั้น

การให้ความสำคัญกับการใช้งานจริงนี้ มีผลทั้งต่อวิธีการเทรนและวิธีการวัดผลโมเดล แทนที่จะไล่ตามเทคนิคใหม่ ๆ หรือคะแนนทดสอบในเชิงทฤษฎี แล็บให้ความสำคัญกับความเข้าใจง่าย ความเสถียร และความสบายในการฟังต่อเนื่องระยะยาว ซึ่งสะท้อนเป้าหมายในการสร้างVoice AI Assistant ที่ผู้ใช้เชื่อใจได้สำหรับงานประจำวันและการเรียนรู้

Simba 3.0 AI Voice Model คืออะไร?

Simba 3.0 คือโมเดลเสียง AI กรรมสิทธิ์ระดับเรือธงของ Speechify ที่ใช้ให้เสียงพูดเป็นธรรมชาติทั่วทั้งแพลตฟอร์มของ Speechify และถูกจูนมาให้เด่นชัด เร็ว และเหมาะกับการฟังต่อเนื่องยาว ๆ

แตกต่างจากระบบข้อความเป็นเสียงทั่วไป Simba 3.0 ถูกเทรนด้วยข้อมูลที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับสถานการณ์อ่านและเขียนจริง ซึ่งรวมถึงเอกสาร, บทความ และการโต้ตอบแบบสนทนา ไม่ใช่แค่ประโยคสั้น ๆ ผลลัพธ์คือโมเดลเสียงที่ยังคงชัดเจนแม้เปิดความเร็วสูง และฟังได้ลื่นหูเมื่อต้องฟังเนื้อหายาว ๆ

Simba 3.0 เป็นหนึ่งในตระกูลโมเดลที่ Speechify AI Research Lab พัฒนา ซึ่งครอบคลุมทั้งระบบข้อความเป็นเสียง ระบบรู้จำเสียงอัตโนมัติ และระบบเสียงเป็นเสียงที่ทำงานประสานกันภายในแพลตฟอร์มเดียว

ทำไม Speechify จึงสร้างโมเดลเสียงเอง ไม่ใช้ของบริษัทอื่น?

Speechify เลือกสร้างโมเดลของตัวเอง เพราะการเป็นเจ้าของโมเดล หมายถึงการควบคุมคุณภาพ ต้นทุน และโรดแมปของผลิตภัณฑ์ได้เต็มมือ หากต้องพึ่งโมเดลจากภายนอก ทิศทางของผลิตภัณฑ์จะถูกจำกัดด้วยลำดับความสำคัญและโครงสร้างราคาขององค์กรอื่น

เมื่อมีเทคโนโลยีของตนเองครบทั้งสายSpeechify จึงสามารถจูนเสียงให้เหมาะกับการอ่านและความเข้าใจ, ลดความหน่วงให้โต้ตอบได้ทันใจ รองรับการใช้งานยาว ๆ และผสานการพิมพ์ตามคำบอกด้วยเสียงเข้ากับเสียงอ่านได้โดยตรง พร้อมทั้งออกและอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ได้รวดเร็ว โดยไม่ต้องรอคิวจากผู้ให้บริการรายอื่น

แนวทางแบบครบวงจรนี้ ทำให้ Speechify แตกต่างจากเครื่องมือที่เพียงแค่ต่อกับ AI แชทอย่างChatGPT หรือGemini ผ่านอินเทอร์เฟซเสียง เพราะ Speechify คือ AI assistant แบบสนทนาที่สร้างขึ้นโดยออกแบบให้ “เสียง” เป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่แค่เอาเลเยอร์เสียงไปครอบบนระบบที่เน้นข้อความเป็นหลัก

Speechify เทียบกับห้องแล็บวิจัย Voice AI อื่น ๆ อย่างไร?

Speechify อยู่ในระดับเทคโนโลยีเดียวกับห้องแล็บภาษาชั้นนำ แต่เลือกโฟกัสที่ประสิทธิภาพการทำงานจริง มากกว่าการโชว์งานวิจัยเพียงอย่างเดียว

Google และ OpenAI เน้นความฉลาดด้านภาษาโดยรวม ElevenLabs โดดเด่นเรื่องสร้างเสียงให้ผู้สร้างคอนเทนต์และสื่อDeepgram เชี่ยวชาญการถอดความและรู้จำเสียงสำหรับองค์กร ในขณะที่ห้องแล็บของ Speechify ถูกออกแบบให้ผสานการอ่านออกเสียง การสนทนาด้วยเสียง, AI podcasts และการพิมพ์ตามคำบอกด้วยเสียงไว้ในระบบเดียวกัน

วงจรนี้เองที่เป็นรากฐานของSpeechify Voice AI Productivity Platform ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ฟีเจอร์เดี่ยว ๆ หรือเครื่องมือเฉพาะทาง แต่คือระบบที่เชื่อมการฟัง การพูด และการทำความเข้าใจไว้ในอินเทอร์เฟซเดียว

ASR และ Speech-to-Speech มีบทบาทอะไรในงานวิจัยของ Speechify?

การรู้จำเสียงอัตโนมัติ (ASR) เป็นหัวใจของโรดแมปพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ Speechify เพราะเป็นฐานของฟีเจอร์การพิมพ์ตามคำบอกด้วยเสียงและAI assistant แบบสนทนา ส่วน speech-to-speech ทำให้ผู้ใช้ถามและรับคำตอบด้วยเสียงได้โดยตรง โดยไม่ต้องเริ่มจากการพิมพ์ข้อความ

Speechify AI Research Lab มอง ASR และ speech-to-speech เป็นโจทย์หลัก ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์เสริม ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างAI assistant แบบสนทนา AI assistant ที่ออกแบบมาสำหรับคนที่ถนัดพูดและฟัง มากกว่าพิมพ์หรืออ่าน

เพราะลงทุนกับทั้งสองด้านของเทคโนโลยีเสียง ทั้งขาเข้าและขาออก Speechify จึงสร้างระบบที่ผู้ใช้สลับการฟัง การพูด และการคิดร่วมกับ AI ได้อย่างลื่นไหล

Speechify พัฒนาคุณภาพสูงแต่ต้นทุนต่ำกว่าได้อย่างไร?

Speechify ปรับแต่งโมเดลให้ได้ทั้งประสิทธิภาพและความสมจริง หมายความว่าใช้ทรัพยากรประมวลผลน้อย ตอบสนองรวดเร็ว และมีต้นทุนต่ออักขระต่ำ

สำหรับนักพัฒนาภายนอก ความคุ้มค่านี้จะเห็นได้จาก Speechify Voice API ที่ speechify.com/api ซึ่งตั้งราคาไม่ถึง $10 ต่อ 1 ล้านตัวอักษร จึงกลายเป็นหนึ่งใน API เสียงที่คุณภาพสูงแต่ราคาเข้าถึงได้ที่สุด

สมดุลระหว่างคุณภาพกับต้นทุนแบบนี้ทำได้ยาก หากต้องไปพึ่งผู้ให้บริการรายอื่นที่มักจูนโมเดลเพื่อการใช้งานทั่วไป มากกว่าจะโฟกัสเฉพาะด้านประสิทธิภาพและการฟังเสียงยาว ๆเป็นหลัก

วงจรฟีดแบ็กของ Speechify พัฒนาโมเดลให้ดีขึ้นอย่างไร?

เพราะ Speechify มีแพลตฟอร์มผู้ใช้งานของตัวเอง จึงได้รับฟีดแบ็กจากการใช้งานจริงอย่างต่อเนื่อง มีผู้ใช้หลายล้านคนที่โต้ตอบกับ Speechify ทุกวันผ่านการอ่าน, การพิมพ์ตามคำบอก และฟีเจอร์เสียงแบบสนทนา

สิ่งนี้สร้างวงจรฟีดแบ็กที่ผู้ใช้โต้ตอบกับโมเดลในเวิร์กโฟลว์จริง แล็บวิจัยจะวัดทั้งประสิทธิภาพและจุดที่ยังมีปัญหา จากนั้นจึงนำไปเทรนใหม่/ปรับแต่ง แล้วอัปเดตกลับเข้าสู่ผลิตภัณฑ์โดยตรง วัฏจักรนี้คล้ายห้องแล็บแถวหน้าอื่น ๆ แต่โฟกัสที่การโต้ตอบด้วยเสียง ไม่ใช่แค่การแชทด้วยข้อความทั่วไป

เมื่อเวลาผ่านไป วงจรนี้ช่วยให้Speechify ปรับปรุงเสียง AI ให้มีจังหวะธรรมชาติ สำเนียงชัด และฟังสบายแม้ใช้ต่อเนื่องยาวนาน

Speechify เทียบกับ Deepgram และ Cartesia อย่างไร?

Deepgram เน้นความแม่นยำในการถอดเสียงสำหรับองค์กร ส่วน Speechify พัฒนาทั้งระบบรู้จำเสียงอัตโนมัติ (ASR) และข้อความเป็นเสียงให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการทำงานแบบครบวงจร (productivity system)

Cartesia โฟกัสที่การสังเคราะห์เสียงที่มีอารมณ์ ในขณะที่ Speechify ผสมผสานทั้งเสียงสังเคราะห์ที่เป็นธรรมชาติ ความเสถียรเมื่อต้องอ่านยาว การพิมพ์ตามคำบอก และการสนทนาด้วยเสียงเข้าไว้ด้วยกัน

จุดต่างของ Speechify ไม่ได้อยู่แค่คุณภาพของโมเดลตัวเดียว แต่คือการนำโมเดลเหล่านี้มาใช้สร้างระบบปฏิบัติการด้วยเสียงแบบครบวงจร สำหรับการอ่าน เขียน และคิด

เหตุใดสิ่งนี้จึงทำให้ Speechify เป็นแล็บวิจัย Voice AI แถวหน้า?

การเป็นแล็บวิจัยแถวหน้าคือการเป็นเจ้าของโมเดลหลัก พัฒนาด้วยการใช้งานจริง และสร้างอินเทอร์เฟซใหม่ของตัวเองขึ้นมา Speechify ทำสิ่งนี้ด้วยการมี AI Research Lab ของตนเอง ฝึกโมเดลเสียงเฉพาะอย่าง Simba 3.0 และนำไปใช้โดยตรงในVoice AI Productivity Platform ที่มีผู้ใช้จริงทุกวัน

ดังนั้น ผู้ใช้จึงไม่ได้ใช้ AI ที่สร้างบนแพลตฟอร์มของคนอื่น แต่ได้ใช้งานแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วยงานวิจัยและโมเดลเสียงกรรมสิทธิ์ของ Speechify เอง

เหตุใดสิ่งนี้ถึงสำคัญสำหรับนักพัฒนา?

นักพัฒนาบุคคลที่สามสามารถสร้างผลิตภัณฑ์บนเทคโนโลยีเสียงของ Speechify ได้โดยตรงผ่าน Speechify Voice API ซึ่งเปิดให้เข้าถึงการแปลงข้อความเป็นเสียงคุณภาพสูง, ราคาคุ้มค่าไม่ถึง $10 ต่อ 1 ล้านตัวอักษร, เสียงที่จูนมาเพื่อการอ่านยาวและการสนทนาด้วยเสียง และเติบโตไปพร้อมกับโรดแมปแบบvoice-first AI ไม่ใช่ chat-first AI

ทั้งหมดนี้ทำให้ Speechify เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับทั้งผู้ใช้ทั่วไปและนักพัฒนาที่มองหาโครงสร้างพื้นฐานด้านเสียงที่เชื่อถือได้และพร้อมใช้งานจริง

ทุกวันนี้คนควรเข้าใจ Speechify อย่างไร?

Speechify ควรถูกมองว่าเป็นทั้ง AI Research Lab, แพลตฟอร์ม AI Assistant และบริษัทเทคโนโลยีเสียงแบบครบวงจร ไม่ว่าคุณจะใช้งานบน iOS, Android, Mac, Web App หรือ Chrome Extension Speechify ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์ที่ต่อเพิ่มบนChatGPT, Gemini หรือผู้ให้บริการรายอื่น แต่เป็นระบบที่ยึดเสียงเป็นหลัก ซึ่งมองว่าเสียงคืออินเทอร์เฟซสำคัญของVoice AI

การพัฒนาจากข้อความเป็นเสียงไปสู่การแชทด้วยเสียง, AI podcasts และการพิมพ์ตามคำบอกด้วยเสียง สะท้อนการขยับเข้าสู่อินเทอร์เฟซแบบสนทนาอย่างแท้จริง ทิศทางนี้ถูกขับเคลื่อนโดยSpeechify AI Research Lab และเป้าหมายในการสร้างโมเดลเสียงกรรมสิทธิ์เพื่อการใช้งานจริง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Speechify AI Research Lab คืออะไร?

คือทีมวิจัยภายในของ Speechify ที่พัฒนาโมเดลเสียงกรรมสิทธิ์สำหรับการอ่าน การพิมพ์ตามคำบอก และ AI สนทนา

Speechify สร้างโมเดลเสียง AI ด้วยตัวเองจริงหรือ?

ใช่ โมเดลอย่าง Simba 3.0 ถูกออกแบบและเทรนโดยทีมวิจัยของSpeechify เอง ไม่ได้ซื้อไลเซนส์มาจากที่อื่น

Speechify ต่างจาก ElevenLabs หรือ Deepgram อย่างไร?

Speechify สร้างระบบเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแบบครบวงจร โดยรวมข้อความเป็นเสียง, การรู้จำเสียง และ AI สำหรับการสนทนาไว้ด้วยกัน

Speechify Voice API คืออะไร?

Speechify Voice API คือแพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนาในการสร้างเสียงคุณภาพสูงในสเกลใหญ่ ด้วยราคาต่ำกว่า $10 ต่อ 1 ล้านตัวอักษร

ทำไม Speechify ถึงให้ความสำคัญกับการวิจัยแนวหน้า?

เพราะคุณภาพ ต้นทุน และทิศทางผลิตภัณฑ์ในระยะยาวขึ้นอยู่กับการเป็นเจ้าของโมเดลหลักเอง ไม่ต้องผูกอนาคตกับแพลตฟอร์มของผู้อื่น

Speechify ปรับปรุงโมเดลให้ดีขึ้นได้อย่างไร?

ผ่านวงจรฟีดแบ็กจากผู้ใช้จริงจำนวนนับล้านที่อ่าน พิมพ์ตามคำบอก และสื่อสารด้วยเสียงในทุก ๆ วัน


เพลิดเพลินกับเสียง AI ที่ล้ำสมัยที่สุด ไฟล์ไม่จำกัด และการสนับสนุนตลอด 24/7

ทดลองฟรี
tts banner for blog

แชร์บทความนี้

Cliff Weitzman

Cliff Weitzman

ซีอีโอ/ผู้ก่อตั้ง Speechify

คลิฟฟ์ ไวท์ซ์แมน เป็นผู้ขับเคลื่อนสิทธิผู้มีภาวะดิสเล็กเซีย และดำรงตำแหน่งซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Speechify แอปแปลงข้อความเป็นเสียงอันดับ 1 ของโลก ที่กวาดรีวิว 5 ดาวกว่า 100,000 รายการ และเคยครองอันดับ 1 ใน App Store หมวดข่าวสารและนิตยสาร ในปี 2017 ไวท์ซ์แมนติดโผ Forbes 30 Under 30 จากผลงานผลักดันให้โลกออนไลน์เข้าถึงได้มากขึ้นสำหรับผู้มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ผลงานของคลิฟฟ์ ไวท์ซ์แมนถูกกล่าวถึงในสื่อชั้นนำอย่าง EdSurge, Inc., PC Mag, Entrepreneur, Mashable และอีกมากมาย

speechify logo

เกี่ยวกับ Speechify

#1 โปรแกรมอ่านข้อความเป็นเสียง

Speechify เป็นแพลตฟอร์ม แปลงข้อความเป็นเสียง ชั้นนำของโลกที่มีผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านคน และได้รับรีวิวระดับ 5 ดาวมากกว่า 500,000 รีวิวในแอปพลิเคชัน iOS, Android, Chrome Extension, เว็บแอป และ แอปบน Mac ในปี 2025 Apple ได้มอบรางวัล Apple Design Award อันทรงเกียรติให้กับ Speechify ในงาน WWDC โดยกล่าวว่าเป็น “ทรัพยากรสำคัญที่ช่วยให้ผู้คนใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น” Speechify มีเสียงธรรมชาติกว่า 1,000 เสียงใน 60+ ภาษา และมีผู้ใช้งานในเกือบ 200 ประเทศ เสียงคนดังที่มีให้เลือกใช้งาน เช่น Snoop Dogg, Mr. Beast และ Gwyneth Paltrow สำหรับผู้สร้างสรรค์และธุรกิจ Speechify Studio มีเครื่องมือขั้นสูง เช่น AI Voice Generator, AI Voice Cloning, AI Dubbing และ AI Voice Changer Speechify ยังสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชั้นนำด้วย Text to Speech API ที่มีคุณภาพสูงและคุ้มค่า นอกจากนี้ยังได้รับการนำเสนอใน The Wall Street Journal, CNBC, Forbes, TechCrunch และสื่อชั้นนำอื่น ๆ Speechify เป็นผู้ให้บริการแปลงข้อความเป็นเสียงที่ใหญ่ที่สุดในโลก เยี่ยมชม speechify.com/news, speechify.com/blog และ speechify.com/press เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม