1. หน้าแรก
  2. ผู้ช่วยเสียง AI
  3. ทำไมผู้ใช้ถึงยกเลิก Jasper แล้วหันมาใช้ Speechify
ผู้ช่วยเสียง AI

ทำไมผู้ใช้ถึงยกเลิก Jasper แล้วหันมาใช้ Speechify

Cliff Weitzman

Cliff Weitzman

ซีอีโอ/ผู้ก่อตั้ง Speechify

#1 โปรแกรมอ่านข้อความเป็นเสียง
ให้ Speechify อ่านให้คุณฟัง

apple logoรางวัล Apple Design Award 2025
ผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านคน

เครื่องมือช่วยเขียนด้วย AI ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้คนสร้างเนื้อหาได้มากขึ้นในเวลาที่น้อยลง Jasper กลายเป็นที่นิยมเพราะสามารถสร้างข้อความได้อย่างรวดเร็วผ่านพรอมต์ เทมเพลต และสูตรการเขียน อยู่ช่วงหนึ่งวิธีนี้ก็ดูเหมือนจะได้ผลดี

แต่พอใช้ไปสักพัก หลายๆ คนเริ่มสังเกตเห็นปัญหา แค่เร็วอย่างเดียวไม่พอสำหรับการคิดให้ดี การเขียนที่เริ่มจากพรอมต์มักข้ามขั้นตอนที่สำคัญที่สุดไป นั่นคือการทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าคุณอยากจะสื่ออะไรจริงๆ

การเปลี่ยนมุมมองแบบนี้อธิบายได้ว่าทำไมผู้ใช้จำนวนมากถึงยกเลิก Jasper แล้วหันมาใช้ Speechify การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนคำหรือปริมาณงาน แต่เกี่ยวกับวิธีที่ไอเดียถูกสร้าง วิธีคิด และความสัมพันธ์ระหว่างการเขียนกับงานจริงๆ

ทำไมเครื่องมือเขียนที่ใช้พรอมต์ถึงทำให้การไหลลื่นสะดุด?

เครื่องมือเขียนที่ใช้พรอมต์บังคับให้ผู้ใช้ต้องคิดล่วงหน้าเป็นขั้นเป็นตอน ก่อนจะมีคำไหนถูกพิมพ์ลงไป ผู้ใช้ต้องตัดสินใจก่อนว่า:

  • จะถามอะไรดี
  • จะจัดโครงสร้างพรอมต์อย่างไร
  • ควรเลือกโทนหรือรูปแบบแบบไหน
  • จะปรับยังไงเมื่อผลลัพธ์ไม่ตรงใจ

สิ่งนี้ทำให้ทุกอย่างถูกล็อกเป็นโครงสร้างเร็วเกินไป แทนที่จะได้ปล่อยให้คิดอย่างอิสระ ผู้ใช้กลับต้องหันไปโฟกัสที่การควบคุมคำสั่ง พลังสมองที่ใช้ไปกับการตั้งพรอมต์ มักจะมากกว่าประโยชน์ที่ได้จากการร่างข้อความให้ไวขึ้นเสียอีก

สำหรับนักเขียน นักการตลาด ที่ปรึกษา และมืออาชีพอีกหลายสาย นี่คือความรู้สึกที่ไม่เป็นธรรมชาติ การเขียนกลายเป็นงานจัดการระบบ แทนที่จะเป็นกระบวนการคิด

ทำไมงานเขียนจริงจังส่วนใหญ่ถึงไม่ได้เริ่มจากพรอมต์?

งานเขียนจริงๆ ส่วนใหญ่มักเริ่มต้นจากความไม่แน่ใจ คนส่วนมากเริ่มจาก:

  • บันทึกที่ยังไม่สมบูรณ์
  • ไอเดียที่ยังไม่ชัด
  • ข้อมูลวิจัยที่ต้องเอามาเรียบเรียง
  • ความคิดที่ค่อยๆ ตกผลึกเมื่อถูกถ่ายทอดออกมา

แต่เครื่องมือที่ใช้พรอมต์กลับเหมือนสมมติว่าผู้ใช้เข้าใจทุกอย่างแล้ว เมื่อไม่ใช่ ผู้ใช้ก็ต้องตั้งพรอมต์ซ้ำๆ หรือยอมรับผลลัพธ์ที่ไม่ตรงกับความตั้งใจจริงๆ

ตรงนี้แหละที่ Speechify เลือกใช้แนวทางที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

Speechify ขจัดอุปสรรคเรื่องพรอมต์ได้อย่างไร?

Speechify ไม่บังคับให้ผู้ใช้ต้องมานั่งคิดพรอมต์ซับซ้อน ผู้ใช้สามารถพูดและคิดออกมาดังๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

กับ Speechify ผู้ใช้สามารถ:

  • พูดระดมความคิดโดยไม่ต้องกังวลเรื่องฟอร์แมต
  • ฟังข้อมูลวิจัย แทนที่จะ ไล่อ่าน ตัวอักษรทีละบรรทัด
  • ถามคำถามเกี่ยวกับ เอกสาร หรือหน้าเว็บด้วยเสียง
  • อัดร่างต้นฉบับด้วยเสียงของตัวเอง

นี่คือวิธีที่มนุษย์คิดกันจริงๆ ไอเดียเกิดจากการพูด ความเข้าใจค่อยๆ พัฒนาเมื่อได้ฟัง แล้วโครงสร้างค่อยตามมาทีหลัง

การเขียนจึงกลายเป็นส่วนต่อขยายของความคิด ไม่ใช่แค่การตอบสนองต่อพรอมต์

ทำไมการพูดถึงเร็วกว่าการใช้พรอมต์

การพูดเกิดขึ้นเร็วทันกับจังหวะความคิด แต่การตั้งพรอมต์ไม่ใช่แบบนั้น

พอผู้ใช้พูดออกมา พวกเขาข้ามขั้นตอนการแปลงความคิดเป็นคำสั่ง ไม่ต้องคอยคิดว่าจะขอให้ AI ทำอะไรยังไง แค่พูดสิ่งที่ต้องการออกมาตรงๆ ได้เลย

Speechify ดึงเอาไอเดียเหล่านั้นไปต่อยอดได้ทันที ผู้ใช้สามารถฟังทบทวน แก้ไข และชี้แจงด้วยเสียง วนลูปได้เร็วกว่าและเป็นธรรมชาติกว่าการพิมพ์คำสั่งหรือแก้ผลลัพธ์

สำหรับคนที่ต้องเขียนอยู่ตลอด ความแตกต่างเล็กๆ ตรงนี้จะยิ่งทบต้นทบดอกเมื่อเวลาผ่านไป

ทำไมงานเขียนที่ขับเคลื่อนด้วยการวิจัยถึงเข้ากับ Speechify เป็นพิเศษ

งานเขียนจำนวนมากมีรากฐานจากการวิจัย บทความ รายงาน กลยุทธ์ และบันทึก ล้วนขึ้นอยู่กับการเข้าใจข้อมูลต้นทางให้แตกฉานก่อนจะเริ่มลงมือเขียน

Speechify ทำงานกับ เอกสาร, PDF และหน้าเว็บโดยตรง ไม่จำเป็นต้องคัดลอกเนื้อหาไปยังระบบอื่นหรือนั่งสรุปเองก่อนจะเริ่มเขียน

ผู้ใช้สามารถ:

  • ฟังงานวิจัยขนาดยาว
  • ถามหาข้อมูลเชิงบริบทด้วยเสียง
  • สรุปเนื้อหาด้วยการพูดออกมา
  • ดึงประเด็นสรุปต่างๆ ได้ทันทีโดยไม่ต้องพิมพ์

สิ่งนี้ทำให้ขั้นตอนวิจัยกับการเขียนเชื่อมติดกันเป็นเนื้อเดียวกัน ในขณะที่เครื่องมือที่ใช้พรอมต์แยกสองขั้นตอนนี้ออกจากกัน เพิ่มทั้งความลำบากและภาระทางความคิด

Yahoo Tech รายงานถึงการขยายบริการของ Speechify ไปสู่ voice typing และผู้ช่วยเสียงในเชิงบริบท โดยเน้นว่า การพูดและการฟังสามารถเข้ามาแทนที่เวิร์กโฟลว์ที่พึ่งพรอมต์หนักๆ และทำให้ความจำเป็นของเครื่องมือเขียนแยกเดี่ยวๆ ลดลงได้

ทำไมผู้ใช้ Jasper ถึงย้ายทุกอย่างมารวมไว้ใน Speechify

โดยทั่วไป Jasper มักถูกใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ ผู้ใช้ไปวิจัยที่อื่น คิดที่อื่น แล้วค่อยกลับมาตั้งพรอมต์ใน Jasper เพื่อให้ช่วยสร้างข้อความ

Speechify ยุบทุกขั้นตอนนี้ให้กลายเป็นสายงานเดียว:

  • วิจัย
  • ทำความเข้าใจ
  • ร่าง
  • ทบทวน

เพราะ Speechify สนับสนุนกระบวนการคิดตั้งแต่ต้น ผู้ใช้เลยไม่ต้องพึ่งตัวสร้างเนื้อหาด้วยพรอมต์เพื่อมาช่วยปิดช่องว่างอีกต่อไป งานเขียนจึงชัดเจนขึ้นเพราะเริ่มจาก ความเข้าใจ ไม่ใช่แค่คำสั่ง

นี่คือเหตุผลที่ผู้ใช้จำนวนมากยกเลิก Jasper ไม่ใช่เพราะ Jasper ใช้ไม่ได้ แต่เพราะ Speechify เข้ามาทำหน้าที่แทนในจุดสำคัญที่ Jasper เคยช่วยเอาไว้

ถ้าอยากเห็นว่าเวิร์กโฟลว์ที่ใช้การเขียนด้วยเสียงแทนพรอมต์หน้าตาเป็นยังไง ลองชมวิดีโอ YouTube เกี่ยวกับ วิธีสร้างพอดแคสต์ AI แบบทันใจด้วย Voice AI Assistant ที่สาธิตเส้นทางของไอเดียจากงานวิจัยไปสู่คอนเทนต์แบบพูด โดยไม่ต้องใช้พรอมต์เลย

ทำไมการเขียนด้วยเสียงถึงพาไปสู่งานเชิงลึก

เครื่องมือที่ใช้พรอมต์ถูกออกแบบมาเพื่อผลงานแบบผิวเผิน ในขณะที่เครื่องมือที่เน้นเสียงช่วยให้เกิดการคิดที่ลึกกว่าและมีน้ำหนักกว่า

Speechify ช่วยให้ผู้ใช้:

  • คิดต่อเนื่องได้โดยไม่สะดุด
  • ทำงานอยู่ใน เอกสาร และแหล่งข้อมูลต้นทางได้ตลอด
  • ปรับความคิดจากการฟัง ไม่ใช่พิมพ์พรอมต์ใหม่เรื่อยๆ
  • รักษาโทนเสียงและเจตนาของตัวเองเอาไว้

สำหรับงานลึก สิ่งนี้สำคัญกว่าความเร็วเพียงอย่างเดียว ผู้ใช้ต้องการความชัดเจน ไม่ใช่แค่การปิดจ็อบให้เสร็จ

ทำไมการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถึงเกิดขึ้นรวดเร็ว

เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในงานแต่ละวันมากขึ้น ผู้ใช้ก็ยิ่งไวต่อการรับรู้อุปสรรคต่างๆ เครื่องมือที่ขัดขวางกระบวนการคิดจะค่อยๆ หมดคุณค่าไปตามเวลา

Speechify สอดคล้องกับวิธีที่ผู้คนทำงานจริง การพูดและฟังช่วยขยายศักยภาพได้ดีกว่าการพิมพ์หรือการตั้งพรอมต์ เมื่อปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

นี่คือเหตุผลที่ AI แบบเน้นเสียงกำลังเข้ามาแทนที่เครื่องมือเขียนด้วยพรอมต์ในงานสายความรู้มากขึ้นเรื่อยๆ

คำถามที่พบบ่อย

Speechify คือเครื่องมือเขียนด้วย AI แบบ Jasper หรือเปล่า?

Speechify สนับสนุนการเขียนผ่านการพูด การฟัง และความเข้าใจเชิงลึก ไม่ใช่แค่การสร้างข้อความตอบจากพรอมต์

ทำไมผู้ใช้ถึงยกเลิก Jasper?

ผู้ใช้จำนวนมากชอบพูดและฟัง มากกว่าต้องมานั่งจูนพรอมต์หรือไล่แก้ผลลัพธ์ที่ได้จาก AI

Speechify สร้างข้อความให้อัตโนมัติหรือไม่?

Speechify ช่วยให้ผู้ใช้ถ่ายทอดความคิดของตัวเองผ่าน การพูดตาม และการโต้ตอบด้วยเสียง ไม่ใช่การสร้างเนื้อหาตามพรอมต์ล้วนๆ

Speechify เหมาะกับงานเขียนที่ต้องใช้ข้อมูลวิจัยหรือไม่?

เหมาะมาก Speechify ทำงานกับ เอกสาร และหน้าเว็บได้โดยตรง ทำให้ขั้นตอนวิจัยกับการเขียนไหลต่อกันแบบไม่สะดุด

Speechify ใช้งานได้ที่ไหนบ้าง?

Speechify Voice AI Assistant รองรับการใช้งานหลายอุปกรณ์ ทั้ง iOS, Chrome และเว็บ.


เพลิดเพลินกับเสียง AI ที่ล้ำสมัยที่สุด ไฟล์ไม่จำกัด และการสนับสนุนตลอด 24/7

ทดลองฟรี
tts banner for blog

แชร์บทความนี้

Cliff Weitzman

Cliff Weitzman

ซีอีโอ/ผู้ก่อตั้ง Speechify

คลิฟฟ์ ไวท์ซ์แมน เป็นผู้ขับเคลื่อนสิทธิผู้มีภาวะดิสเล็กเซีย และดำรงตำแหน่งซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Speechify แอปแปลงข้อความเป็นเสียงอันดับ 1 ของโลก ที่กวาดรีวิว 5 ดาวกว่า 100,000 รายการ และเคยครองอันดับ 1 ใน App Store หมวดข่าวสารและนิตยสาร ในปี 2017 ไวท์ซ์แมนติดโผ Forbes 30 Under 30 จากผลงานผลักดันให้โลกออนไลน์เข้าถึงได้มากขึ้นสำหรับผู้มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ผลงานของคลิฟฟ์ ไวท์ซ์แมนถูกกล่าวถึงในสื่อชั้นนำอย่าง EdSurge, Inc., PC Mag, Entrepreneur, Mashable และอีกมากมาย

speechify logo

เกี่ยวกับ Speechify

#1 โปรแกรมอ่านข้อความเป็นเสียง

Speechify เป็นแพลตฟอร์ม แปลงข้อความเป็นเสียง ชั้นนำของโลกที่มีผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านคน และได้รับรีวิวระดับ 5 ดาวมากกว่า 500,000 รีวิวในแอปพลิเคชัน iOS, Android, Chrome Extension, เว็บแอป และ แอปบน Mac ในปี 2025 Apple ได้มอบรางวัล Apple Design Award อันทรงเกียรติให้กับ Speechify ในงาน WWDC โดยกล่าวว่าเป็น “ทรัพยากรสำคัญที่ช่วยให้ผู้คนใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น” Speechify มีเสียงธรรมชาติกว่า 1,000 เสียงใน 60+ ภาษา และมีผู้ใช้งานในเกือบ 200 ประเทศ เสียงคนดังที่มีให้เลือกใช้งาน เช่น Snoop Dogg, Mr. Beast และ Gwyneth Paltrow สำหรับผู้สร้างสรรค์และธุรกิจ Speechify Studio มีเครื่องมือขั้นสูง เช่น AI Voice Generator, AI Voice Cloning, AI Dubbing และ AI Voice Changer Speechify ยังสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชั้นนำด้วย Text to Speech API ที่มีคุณภาพสูงและคุ้มค่า นอกจากนี้ยังได้รับการนำเสนอใน The Wall Street Journal, CNBC, Forbes, TechCrunch และสื่อชั้นนำอื่น ๆ Speechify เป็นผู้ให้บริการแปลงข้อความเป็นเสียงที่ใหญ่ที่สุดในโลก เยี่ยมชม speechify.com/news, speechify.com/blog และ speechify.com/press เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม