การแปลงข้อความเป็นเสียงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทุกวัน ผู้คนทั่วโลกเพลิดเพลินกับประโยชน์ของแอปเหล่านี้ หากคุณใช้ Windows 10 หรือ 11 คุณมีเครื่องมือแปลงข้อความเป็นเสียงติดมากับระบบอยู่แล้ว

แปลงข้อความเป็นเสียงคืออะไร และทำไมคุณถึงควรใช้?
แปลงข้อความเป็นเสียง หรือ speech synthesis คือซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้การใช้งานอุปกรณ์เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เดิมออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ที่มีความบกพร่องทางสายตาให้ใช้งานสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์ต่างๆ ได้สะดวกขึ้น
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เครื่องมือ TTS พัฒนาและกลายเป็นแอปสำคัญสำหรับผู้มีปัญหาอ่านหนังสือ สายตา หรือคนที่ชอบเรียนรู้ด้วยการฟัง ทุกวันนี้แทบทุกอุปกรณ์มีแอปแปลงข้อความเป็นเสียงให้ใช้ได้ในตัว
แม้คุณจะไม่มีปัญหาในการอ่าน แอปเหล่านี้ก็ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็ว ทำหลายอย่างพร้อมกันได้โดยฟังเนื้อหาแทนการอ่าน หากอยากตัวเลือกเพิ่มเติมก็หาได้จาก App Store หรือ Google Play
ข้อดีของแอป TTS คือเสียงสมจริงขึ้นมาก เสียง AIฟังเป็นธรรมชาติ ทำให้งานเสียงออกมาดีขึ้น ปัจจุบันยังมีตัวเลือกอีกหลากหลายบนท้องตลาด
การใช้การแปลงข้อความเป็นเสียงร่วมกับการรู้จำเสียงพูด
หลายคนใช้แอปแปลงข้อความเป็นเสียงร่วมกับระบบรู้จำเสียงพูด ถือเป็นอีกก้าวของการสื่อสารและช่วยประหยัดเวลาได้มาก เหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากพิมพ์เอง และใช้งานได้แทบทุกอุปกรณ์
แล้วระบบเหล่านี้ทำงานยังไง? ซอฟต์แวร์รู้จำเสียงให้คุณพูดเนื้อหา แล้วแอปจะพิมพ์ลงเอกสารหรือข้อความให้ ช่วยให้คุณพิมพ์งานได้โดยไม่ต้องแตะคีย์บอร์ด ใช้งานสะดวกมาก
สำหรับผู้ที่ไม่ถนัดพิมพ์ข้อความ แอปแปลงเสียงเป็นข้อความช่วยได้มาก เมื่อได้ข้อความแล้ว ก็ใช้ TTS อ่านให้ฟังต่อได้ทันที
เหมาะกับใครก็ตามที่อยากประหยัดเวลา หรืออยากฟังข้อความเป็นเสียง ยังช่วยตรวจงานได้ดี เพราะคุณจะได้ยินข้อผิดพลาดทันที
ด้วยเสียงธรรมชาติ คุณจะสังเกตได้ง่ายหากขาดเครื่องหมายจุลภาค หรือสะกดคำผิดต่างๆ
แล้วเครื่องมือพิมพ์ด้วยเสียงล่ะ?
การพิมพ์ด้วยเสียงก็ใช้แนวคิดเดียวกับระบบรู้จำเสียง ตราบใดที่ซอฟต์แวร์รู้จำเสียงทำงานถูกต้อง อุปกรณ์ก็รับคำสั่งเสียงได้ แม้ตัวเลือกจะยังไม่หลากหลายมากนัก
แต่คุณสามารถใช้เสียงในการพิมพ์ข้อความหรือโน้ตได้ ไม่ว่าคิดไอเดียใหม่ จดโน้ต หรือส่งอีเมล — ฟีเจอร์นี้ช่วยได้แน่นอน และคุณยังใช้ฟีเจอร์นี้บนGoogle Docs ได้อย่างสะดวก
โปรดทราบว่าคำสั่งด้วยเสียงมีเฉพาะภาษาอังกฤษ คุณยังไม่สามารถใช้ภาษาอื่นได้ตอนนี้ แม้จะมีเพียงภาษาหลัก แต่ก็ช่วยประหยัดเวลาได้มาก
Google Docs ให้คุณใช้ฟีเจอร์นี้ได้ง่าย และยังสั่งเปลี่ยนฟอนต์ รูปแบบ หรือสไตล์ต่างๆ ด้วยเสียง เปิดพิมพ์ด้วยเสียงได้ด้วยคีย์ลัด (Ctrl+Shift+S)
คุณต้องมีไมโครโฟนหากต้องการใช้ระบบรู้จำเสียงของ Windows นี่คือวิธีเดียวในการ “พูดคุย” กับอุปกรณ์ของคุณ
จะใช้การแปลงข้อความเป็นเสียงใน Windows 11 ยังไง?
เทคโนโลยีแปลงข้อความเป็นเสียงไม่ใช่เรื่องใหม่ มีมานานแล้ว แม้ Windows เวอร์ชันแรกๆ ก็เคยมี หนึ่งในนั้นคือ Microsoft Sam ซึ่งแม้จะมีประโยชน์แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก
ปัจจุบันเสียงที่คุณได้ยินสมจริงขึ้นมาก จุดแข็งคือคุณภาพเสียง ฟังคล้ายหนังสือเสียงหรือพอดแคสต์ทันทีที่เปิดฟีเจอร์นี้
หากใช้ Windows รุ่นใหม่ การหาเครื่องมือ TTS ไม่ยาก ชื่อแอปคือ Narrator อยู่ในเมนู Settings บน Start หรือ Taskbar (กดปุ่ม Windows)
เมื่อเข้ามาแล้ว จะพบนาร์เรเตอร์ในแท็บการช่วยการเข้าถึง ใช้เมาส์นำทางไปยังหน้านั้นได้
นาร์เรเตอร์ให้คุณปรับเสียง โทนเสียง ความเร็ว ภาษา และอื่นๆ ได้หลายแบบ ต่างจากระบบรู้จำเสียงที่รองรับแค่บางภาษา ฟีเจอร์แปลงข้อความเป็นเสียงรองรับหลายภาษาแล้วแต่แอปที่คุณใช้
การเปิดใช้งานก็แค่เลื่อนสวิตช์เปิด ก็พร้อมใช้งานแล้ว คุณยังสามารถดาวน์โหลดเครื่องมือเสริม เช่นส่วนขยาย Chrome หรือแอปแยกต่างหากได้อีกด้วย
ตัวเลือกที่แนะนำในตอนนี้คือ Speechify เพราะมีฟังก์ชันให้เล่นหลากหลายที่ไม่ควรพลาด
ควรรู้อะไรเกี่ยวกับ TTS บน Windows 10 กับ 11
เสียง TTS บน Windows 10 และ 11 แทบไม่ต่างกัน คุณจะได้นาร์เรเตอร์ไม่ว่าระบบไหน ลองปรับค่าต่างๆ เพื่อหาเสียงที่ถูกใจได้
แต่เพื่อความสะดวก แนะนำให้ใช้ Speechify ซึ่งใช้ได้ทั้ง Windows 10, 11, Apple iOS (iPad, iPhone) Android, Mac ฯลฯ และยังซิงก์งานข้ามอุปกรณ์ผ่านคลาวด์ได้ด้วย
รองรับ iCloud, Dropbox, Google Drive ลดภาระการอ่านเอง ประหยัดเวลา และช่วยให้มั่นใจว่าเนื้อหาถูกต้องครบถ้วน Speechify ใช้กับ Google Docs, notepad, เว็บไซต์ได้ และเพิ่มในแถบเครื่องมือได้ด้วย
คุณยังใช้โปรแกรมอ่านหน้าจอบนโน้ตบุ๊กของคุณได้ เพียงติดตั้ง Windows 10 หรือ 11 ก็พร้อมใช้งาน

