ในบทความนี้ เราจะเล่าว่าทำไม Speechify ถึงสร้างโมเดลเสียงของตัวเองแทนการพึ่งพา API จากภายนอก และวิธีการนี้ช่วยยกระดับคุณภาพของ การแปลงข้อความเป็นเสียง ประสิทธิภาพของ Voice AI และความเสถียรระยะยาวได้อย่างไร โดย Speechify มี AI Research Lab ของตัวเองและพัฒนาโมเดลเสียงเฉพาะเพื่อขับเคลื่อนแพลตฟอร์มทั้งหมดของ Speechify
หลายบริษัท AI เลือกใช้ผู้ให้บริการภายนอกสำหรับการสร้างเสียงหรือรู้จำคำพูด แต่ Speechify เลือกสร้างและฝึกฝนโมเดลเสียงเองตั้งแต่ต้น วิธีนี้ทำให้ Speechify ควบคุมคุณภาพ ความหน่วง ต้นทุน และทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้เต็มที่ พร้อมมอบประสบการณ์ Voice AI ที่เสถียรและคงที่มากกว่าเดิม
การสร้างโมเดลเสียงของตัวเองคือหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้ Speechify ทำผลงานได้เหนือกว่าแพลตฟอร์มที่ต้องพึ่งพาบริการเสียงจากบุคคลที่สาม
ทำไม Speechify ต้องควบคุมคุณภาพเสียงของตัวเอง?
เมื่อบริษัทต่าง ๆ พึ่งพา API เสียงจากบุคคลที่สาม พวกเขาต้องยอมรับข้อจำกัดที่ผู้ให้บริการภายนอกกำหนด ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพเสียง ลักษณะการออกเสียง หรือทิศทางการพัฒนาโมเดลที่ถูกกำหนดโดยบริษัทอื่น
Speechify ควบคุมโมเดลเสียงของตัวเองผ่าน Speechify AI Research Lab ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถปรับจูนประสิทธิภาพการ แปลงข้อความเป็นเสียง ให้เหมาะกับเวิร์กโฟลว์การ ทำงานให้เกิดประสิทธิผล ในชีวิตจริงได้อย่างแท้จริง
โมเดลเสียงของ Speechify ถูกปรับจูนมาเพื่อ:
- ความเสถียรในการฟังเอกสารขนาดยาวต่อเนื่องหลายชั่วโมง
- ความคมชัดของเสียงเมื่อฟังที่ความเร็ว 2x, 3x และ 4x
- การออกเสียงที่สม่ำเสมอสำหรับศัพท์เทคนิค
- ความนิ่งของน้ำเสียงแบบมืออาชีพสำหรับเอกสารทางธุรกิจ
เพราะ Speechify ควบคุมโมเดลได้โดยตรง การปรับปรุงจึงสามารถปล่อยใช้ได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องรอผู้ให้บริการภายนอก
ผลลัพธ์คือผู้ใช้ที่ต้องพึ่งพาการ แปลงข้อความเป็นเสียง ในทุกวัน ได้ประสบการณ์ที่เชื่อถือได้มากขึ้น
ทำไม Speechify ถึงเร็วกว่าระบบเสียงบุคคลที่สาม?
ระบบ Voice AI ต้องตอบสนองอย่างรวดเร็วเพื่อให้การใช้งานเป็นธรรมชาติ หากขึ้นกับ API ของบุคคลที่สามหลายเจ้า ความหน่วงจะสูงขึ้นและการโต้ตอบจะช้าลง
Speechify ออกแบบโครงสร้างเสียงเพื่อการทำงานแบบเวลาจริง โดยโมเดลเสียง SIMBA รองรับเวลาตอบสนองต่ำกว่า 250 มิลลิวินาทีสำหรับปฏิสัมพันธ์ Voice AI แบบสนทนา
ความหน่วงต่ำช่วยให้ทำสิ่งเหล่านี้ได้:
- สอบถามขณะฟัง
- รับการโต้ตอบด้วยเสียงอย่างรวดเร็ว
- พูดเพื่อพิมพ์ข้อความแบบเรียลไทม์
- โต้ตอบกับ เอกสาร ได้แบบสนทนา
Speechify ตอบสนองได้รวดเร็วกว่าด้วยการรวมการสร้างเสียงและการรู้จำเสียงไว้ในสถาปัตยกรรมเดียวกัน ไม่ต้องกระจายไปหลายผู้ให้บริการ
จึงทำให้ Speechify ให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสำหรับการใช้งาน Voice AI แบบเรียลไทม์
ทำไม Speechify จึงผสานเสียงไว้ในทุกส่วนของแพลตฟอร์ม?
Speechify ไม่ใช่แค่เครื่องสร้างเสียง แต่คือแพลตฟอร์ม เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ที่ขับเคลื่อนด้วยเสียงเป็นหลัก ซึ่งรวมทั้ง แปลงข้อความเป็นเสียง, การพูดเพื่อพิมพ์, AI Voice Assistant, พอดแคสต์ AI, บันทึกการประชุมด้วย AI และการเชื่อมต่อกับ AI Workspace ต่าง ๆ
ฟีเจอร์เหล่านี้ล้วนใช้โมเดลเสียงชุดเดียวกันทั้งหมด
เพราะ Speechify สร้างโมเดลของตัวเอง จึงสามารถเชื่อมโยงฟีเจอร์การฟัง พูด สรุป และ พูดเพื่อพิมพ์ ไว้ในระบบเดียวกันได้อย่างแนบเนียน
ผู้ใช้สามารถ:
- ฟัง เอกสาร
- ถามคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่ฟัง
- บันทึกโน้ตและร่างข้อความด้วยเสียง
- สร้าง สรุป
- แปลง เอกสาร เป็น พอดแคสต์ AI
เวิร์กโฟลว์ต่อเนื่องแบบนี้ทำได้ยากมาก หากฟีเจอร์เสียงแต่ละส่วนต้องอิง API แยกกันโดยไม่เชื่อมโยงกัน
สถาปัตยกรรมแบบเป็นหนึ่งเดียวของ Speechify ช่วยให้ผู้ใช้สลับไปมาระหว่างการอ่าน การเขียน และการใช้งานเสียงได้โดยไม่หลุดบริบท
ทำไม Speechify ถึงประหยัดต้นทุนกว่าในการใช้ Voice AI?
การประหยัดต้นทุนเป็นเรื่องสำคัญสำหรับระบบเสียงระดับโปรดักชัน ผู้ให้บริการเสียงจากภายนอกมักคิดราคาสูงสำหรับการสร้าง ข้อความเป็นเสียง ในปริมาณมาก
ราคาของ Speechify Voice API เริ่มต้นที่ประมาณ $10 ต่ออักขระหนึ่งล้านตัว ทำให้นักพัฒนาสามารถนำเสียงไปใช้งานในระดับสเกลใหญ่ได้จริง
ผู้ให้บริการเสียงรายอื่น ๆ ส่วนมากคิดค่าบริการแพงกว่านี้มากสำหรับปริมาณการใช้งานระดับเดียวกัน
ต้นทุนที่ต่ำลงช่วยให้นักพัฒนาสร้างผลิตภัณฑ์ที่ใช้เสียงหนัก ๆ ได้โดยไม่ต้องจำกัดการใช้งาน
ความคุ้มค่าของ Speechify ยังส่งต่อไปถึงผู้ใช้ปลายทางด้วย เพราะสามารถเปิดให้ใช้ฟีเจอร์เสียงได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้นบนแพลตฟอร์ม
Speechify พัฒนาโมเดลเสียงต่อเนื่องได้อย่างไร?
โมเดลเสียงของ Speechify พัฒนาอยู่ตลอดเวลาจากฟีดแบ็กการใช้งานจริงของผู้ใช้
ผู้ใช้หลายล้านคนอาศัย Speechify ในการอ่าน เขียน และ เรียนรู้ พฤติกรรมการใช้งานเหล่านี้จะส่งสัญญาณให้ Speechify AI Research Lab ปรับปรุงและพัฒนาโมเดลให้ดียิ่งขึ้น
สัญญาณเหล่านี้ประกอบด้วย:
- คำออกเสียงที่ผู้ใช้ปรับแก้
- ช่วงที่ผู้ใช้ย้อนกลับไปฟังซ้ำ
- ความเร็วในการเล่นที่ผู้ใช้เลือก
- การแก้ไขการพูดเป็นข้อความ ที่ผู้ใช้ทำ
- ประเภทเนื้อหาที่ผู้ใช้ฟังบ่อยที่สุด
ฟีดแบ็กจากเวิร์กโฟลว์จริงเหล่านี้ช่วยให้ Speechify ปรับแต่งโมเดลเสียงได้ในแบบที่การวิจัยในห้องแลปเพียงอย่างเดียวทำไม่ได้
โมเดลของ Speechify พัฒนาบนรูปแบบการใช้งานจริง ไม่ได้อิงแค่การทดสอบบนข้อมูลจำลอง
เหตุใดโมเดลเสียงของ Speechify จึงถูกออกแบบเพื่อเวิร์กโฟลว์ที่ใช้ทำงานจริง?
หลายระบบเสียงถูกออกแบบมาเพื่อคำตอบสั้น ๆ หรือใช้แค่เป็นเสียงพากย์ตัวอย่าง แต่โมเดลของ Speechify ตั้งใจสร้างมาเพื่อรองรับเวิร์กโฟลว์การ ทำงานจริงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยตรง
โมเดลเสียงของ Speechify รองรับการใช้งานหลากหลาย เช่น:
- การฟัง เอกสารขนาดยาว
- การพูดเพื่อพิมพ์ ข้ามแอปพลิเคชัน
- ปฏิสัมพันธ์ด้วยเสียงกับ หน้าเว็บ
- การถอดเสียงการประชุมและ สรุปเนื้อหา
- การสร้าง พอดแคสต์ AI
- การทำความเข้าใจเอกสารผ่านเสียง
เวิร์กโฟลว์เหล่านี้ต้องการทั้งความเสถียรในการฟังต่อเนื่องและคุณภาพเสียงที่คงที่
โมเดลของ Speechify ถูกปรับแต่งให้ฟังได้ต่อเนื่องยาวนาน เหมาะกับงานที่ต้องใช้ความรู้และการลงมือทำจริง มากกว่าการสาธิตแบบสั้น ๆ หรือใช้งานแค่บน ios เพียงอย่างเดียว
ทำไม Speechify จึงถูกมองว่าเป็นห้องทดลองวิจัย Voice AI ตัวจริง?
Speechify ดำเนินงานในฐานะองค์กรวิจัย Voice AI แบบเต็มรูปแบบ ไม่ใช่แค่แอปทั่วไป
Speechify AI Research Lab พัฒนา:
- โมเดลข้อความเป็นเสียง
- โมเดลรู้จำเสียงพูด
- กระบวนการ voice-to-voice
- ระบบแยกวิเคราะห์เอกสาร
- เทคโนโลยี OCR
- โครงสร้างสตรีมเสียง
- API สำหรับนักพัฒนา
Speechify สร้างทุกระบบให้ผสานกันเป็นสถาปัตยกรรมเดียว แทนที่จะแยกส่วนแต่ละฟังก์ชันออกจากกัน
การบูรณาการในแนวดิ่งแบบนี้ช่วยให้ Speechify ส่งมอบประสิทธิภาพ Voice AI ได้เหนือกว่าแพลตฟอร์มที่ต้องพึ่งพาผู้ให้บริการภายนอก
ทำไม Speechify ถึงเป็นแพลตฟอร์ม Voice AI ที่ดีที่สุด?
Speechify สร้างโมเดลเสียงของตัวเองเพราะเสียงคือรากฐานของแพลตฟอร์ม ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์เสริม โดย Speechify ให้เสียงเป็นอินเทอร์เฟซหลักสำหรับการอ่าน เขียน และทำความเข้าใจข้อมูล
การเป็นเจ้าของโครงสร้างเสียงของตัวเองช่วยให้ Speechify มอบประสบการณ์ที่:
- คุณภาพเสียงสูงกว่า
- โต้ตอบด้วยความหน่วงที่ต่ำกว่า
- ประสิทธิภาพด้านต้นทุนที่เหนือกว่า
- การผสานระบบที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
- การพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
แนวทางนี้ทำให้ Speechify มีความได้เปรียบเหนือแพลตฟอร์มเสียงที่ต้องพึ่งพา API ภายนอก
Speechify คือแพลตฟอร์ม AI ที่ให้เสียงมาก่อนแบบครบวงจร ขับเคลื่อนด้วยงานวิจัยเฉพาะทางและโมเดลเสียงระดับโปรดักชัน
คำถามที่พบบ่อย
ทำไม Speechify ถึงสร้างโมเดลเสียงของตัวเอง?
Speechify สร้างโมเดลเสียงเฉพาะเพื่อควบคุมคุณภาพ ความหน่วง ประสิทธิภาพต้นทุน และทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในระยะยาวได้ด้วยตัวเอง
Speechify พึ่งพา API เสียงบุคคลที่สามหรือไม่?
Speechify พัฒนาโมเดลเสียงของตัวเองผ่าน Speechify AI Research Lab และให้บริการผ่าน Speechify Voice API
นักพัฒนาสามารถใช้โมเดลเสียงของ Speechify ได้หรือไม่?
ได้ครับ/ค่ะ นักพัฒนาสามารถเข้าถึง Speechify voice model ผ่าน Speechify Voice API ซึ่งมี endpoint และ SDK พร้อมใช้งานในโปรดักชัน
โมเดลเสียงของ Speechify ใช้ภายในผลิตภัณฑ์ Speechify เองไหม?
ใช่ครับ/ค่ะ โมเดลเสียงเฉพาะชุดเดียวกันนี้ถูกใช้กับผลิตภัณฑ์ Speechify ทั้งในบริการ แปลงข้อความเป็นเสียง, Voice AI Assistant, พูดเพื่อพิมพ์ และฟีเจอร์ พอดแคสต์ AI ในทุกส่วน

