ตอนนี้แทบไม่มีข้อกังขาแล้วว่า สำหรับโลกอินเทอร์เน็ตและวิธีที่คุณสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย เนื้อหายังคงเป็นหัวใจสำคัญ และก็น่าจะยังเป็นเช่นนั้นต่อไป เพียงแต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความหมายของคำว่า “เนื้อหา” ได้เปลี่ยนไปในหลายแง่มุมที่น่าสนใจ
หนึ่งในนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเติบโตของพอดแคสต์ จากการศึกษาล่าสุด พบว่าประมาณ 60% ของชาวอเมริกันอายุ 12 ปีขึ้นไปฟังพอดแคสต์เป็นประจำ หลายคนไม่มีเวลา หรืออาจไม่อยากรับข้อมูลผ่าน “ช่องทางเดิม” อย่างการอ่านเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป พวกเขาจึงหันมาบริโภคคอนเทนต์เสียงกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
แนวทางนี้ได้ผลอย่างมากสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ เช่น WebMD หรือ ESPN ซึ่งก็สมเหตุสมผล เพราะหากทีมคอนเทนต์ของพวกเขาต้องทุ่มเวลาไปกับการค้นหาคีย์เวิร์ดและงานอีกสารพัดเพื่อสร้างบทความคุณภาพสำหรับผู้บริโภค ก็คงไม่มีทั้งเวลาและงบประมาณมากพอจะทำพอดแคสต์สำหรับทุกบทความที่เผยแพร่ได้ทั้งหมด
แต่คุณสามารถเปลี่ยนบทความจำนวนมากให้เป็นเสียงได้ภายในไม่กี่นาที
ตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงแบรนด์ใหญ่ ต่างก็เริ่มปรับตัวตามเทรนด์สำคัญนี้ เพราะมีข้อดีหลายอย่างที่ควรพิจารณา
7 เหตุผลหลักที่ควรเปลี่ยนบทความเป็นเสียง
1. ขยายฐานผู้ฟังใหม่ให้กับคอนเทนต์บนเว็บไซต์ของคุณ
เหตุผลสำคัญที่สุดข้อหนึ่งที่ควรเปลี่ยนบทความเป็นเสียง คือช่วยเปิดคอนเทนต์ของคุณให้เข้าถึงผู้ฟังกลุ่มใหม่ ๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาทางสายตา ซึ่งอาจอ่านบทความแบบเดิมได้ยาก หรือในหลายกรณีก็แทบเป็นไปไม่ได้เลย
จากการศึกษาขององค์การอนามัยโลก มีผู้คนทั่วโลกไม่น้อยกว่า 285 ล้านคนที่มีปัญหาทางสายตา เช่น สายตาเลือนราง และในจำนวนนั้น 39 ล้านคนตาบอดสนิท ไม่สามารถมองเห็นข้อมูลได้เลย
เมื่อคุณเปลี่ยนบทความเป็นเสียง คุณก็เปิดโอกาสให้คนกลุ่มนี้ได้เพลิดเพลินและมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ที่คุณตั้งใจสร้างขึ้น ถือเป็นอีกก้าวสำคัญสู่การเข้าถึงอย่างเท่าเทียม ช่วยยกระดับประสบการณ์ใช้งาน และส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์โดยรวม
2. เพิ่มทางเลือกในการบริโภคเนื้อหาให้กลุ่มเป้าหมาย
การเปลี่ยนข้อความเป็นเสียงช่วยให้กลุ่มเป้าหมายมีทางเลือกมากขึ้น ว่าจะเสพเนื้อหาเมื่อไรและที่ไหน
ไม่ใช่ทุกคนจะมีเวลานั่งอ่านเว็บไซต์โปรดพร้อมกาแฟยามเช้า หลายคนชอบรับข้อมูลผ่านพอดแคสต์ระหว่างเดินทางไปทำงาน หรือขณะออกกำลังกายในฟิตเนส บทความเสียง จึงเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้กลุ่มเป้าหมายมีอิสระมากขึ้นในการมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ของคุณ
เราเห็นองค์กรข่าวรายใหญ่นำแนวทางนี้ไปใช้แล้ว เช่น CNN กับคอนเทนต์เสียง เพราะเข้าใจว่า พฤติกรรมการอ่าน ของผู้คนเปลี่ยนไปมากในช่วงสิบปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนบทความของคุณให้เป็นเสียงคุณภาพสูงจึงเป็นโอกาสสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
3. เปิดโอกาสในการเพิ่ม SEO
SEO หรือ Search Engine Optimization คือการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับบนเครื่องมือค้นหาอย่าง Google และเมื่อคนส่วนใหญ่มักพบคอนเทนต์ของคุณครั้งแรกผ่าน Google ก็ยิ่งเห็นชัดว่า SEO สำคัญแค่ไหน
หากผู้ฟังรู้สึกว่าเนื้อหาเสียงของคุณมีประโยชน์ พวกเขาก็มักจะฟังจนจบมากกว่าการอ่านบล็อกจนจบ แม้เนื้อหาจะเหมือนกันทั้งในรูปแบบ บล็อก และเสียงคุณภาพสูงก็ตาม
นั่นหมายความว่าคุณไม่ได้แค่เพิ่มการมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์เท่านั้น แต่ยังเพิ่มโอกาสที่ผู้คนจะแชร์หรือแนะนำต่อ ซึ่งช่วยเพิ่มทราฟฟิก การเข้าถึง และส่งผลดีต่อ SEO โดยตรง
4. เปลี่ยนบทความเป็นเสียงเพื่อเพิ่มรายได้จากโฆษณา
การเปลี่ยนบทความเป็นเสียงไม่ได้ช่วยแค่เพิ่มรายได้จากโฆษณาเท่านั้น แต่ยังอาจสร้างแหล่งรายได้ใหม่ให้กับธุรกิจของคุณได้ด้วย
ตัวอย่างเช่น การลงโฆษณาในคอนเทนต์เสียง ปกติแล้วคนมักมองข้ามโฆษณาป๊อปอัปหรือแบนเนอร์บนเว็บไซต์ ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใช้กับคอนเทนต์แบบข้อความอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นไฟล์เสียงคุณภาพสูง คุณสามารถแทรกโฆษณาสินค้าหรือบริการในช่วงสำคัญของเนื้อหาได้ ไม่ว่าจะเป็นตอนต้น ตอนท้าย หรือระหว่างช่วงต่าง ๆ โดยยังคงประสบการณ์การฟังที่ลื่นไหล
เมื่อคุณมีคอนเทนต์เสียงมากขึ้น ก็สามารถทดลองใช้โมเดลรายได้แบบสมัครสมาชิกได้เช่นกัน คอนเทนต์ใหม่อาจยังเปิดให้ใช้ฟรี แต่คุณอาจนำเวอร์ชันเสียงของบทความเหล่านี้ไปไว้หลังระบบสมาชิก ให้ผู้ใช้สมัครรายเดือนเพื่อเข้าถึงคลังคอนเทนต์ หรือคิดค่าบริการเป็นรายชิ้น ซึ่งนับเป็นอีกช่องทางรายได้ที่มีประโยชน์มากสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก
5. เนื้อหาของคุณฟังได้ทุกที่
หากไม่มีคอนเทนต์เสียง ผู้ชมก็ต้องมีอุปกรณ์อย่างคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตเพื่ออ่านบทความของคุณ และยังต้องกันเวลาไว้สำหรับการอ่าน ซึ่งสำหรับหลายคนอาจหาได้ยากในแต่ละวัน
ด้วยบทความเสียง คุณสามารถเปลี่ยนคอนเทนต์ทุกชิ้นที่เคยสร้างไว้ให้กลายเป็นพอดแคสต์ที่ฟังได้ทุกเวลา ไม่ว่าจะตอนออกกำลังกาย ทำสวน เดินซื้อของ หรือทำธุระอื่น ๆ ระหว่างวัน และยังนำไปปรับแต่งด้วย Wepik เพื่อสร้างอัตลักษณ์แบรนด์และเพิ่มความภักดีของลูกค้าได้อีกด้วย คุณสามารถใส่โลโก้ไว้ช่วงต้นหรือท้ายแต่ละตอน พร้อมเพิ่ม Call-to-Action เพื่อชวนผู้ฟังไปยังเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียของคุณ
สังเกตปุ่ม “ฟังเรื่องนี้” ด้านบนไหม? ผู้อ่านจำนวนมากของเราฟังบล็อกนี้ระหว่างออกกำลังกาย พาสุนัขเดิน ปีนเขา ซื้อของ หรือเดินทางไปทำงาน
คุณเองก็ลองทำแบบเดียวกันได้
6. ง่ายกว่าที่คิด
อีกเหตุผลสำคัญหนึ่งคือ การเปลี่ยนบทความเป็นเสียงนั้นง่ายกว่าที่หลายคนคิดมาก
ปัจจุบันมีเครื่องมือสำหรับเปลี่ยนบทความเป็นเสียงให้เลือกมากมาย เช่น Speechify ที่ทั้งรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และแม่นยำ ติดตั้งง่ายด้วยโค้ดเพียง 5 บรรทัด เป็นโซลูชันที่ช่วยเพิ่มการรักษาลูกค้าและการมีส่วนร่วม อีกทั้งยังรองรับ API พร้อมเสียงคุณภาพสูงจาก Speechify และเสียง เป็นธรรมชาติ ที่สามารถ อ่านเนื้อหา ได้มากกว่า 20 ภาษา
เมื่อพิจารณาว่ากระบวนการนี้ทั้งง่ายและต้นทุนต่ำ รวมถึงข้อดีอื่น ๆ ที่กล่าวมาแล้ว ก็แทบไม่มีเหตุผลให้คุณพึ่งคอนเทนต์แบบข้อความเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
7. ประหยัดกว่าที่คิดด้วย
ไม่ว่าจะเป็นบริษัทใหญ่หรือธุรกิจขนาดเล็ก ต่างก็ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนบทความเป็นเสียงในต้นทุนที่ต่ำกว่าที่หลายคนคิด เมื่อเทียบเงินลงทุนเพียงเล็กน้อยกับข้อดีที่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็นการขยายฐานผู้ฟัง สร้างผู้ชมที่มีส่วนร่วมและภักดี รวมถึงเปิดช่องทางรายได้ใหม่ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คุ้มค่ากับต้นทุนเริ่มต้นอย่างรวดเร็ว
สิ่งสำคัญที่ควรเข้าใจคือ คอนเทนต์เสียงกำลังก้าวขึ้นมาเป็นแนวทางของอนาคตอย่างชัดเจน
ทุกวันนี้ผู้คนหันมาใช้สมาร์ทสปีคเกอร์กันมากขึ้น ทำให้เข้าถึงข้อมูลผ่านเสียงได้ง่ายขึ้นแทนการอ่านเพียงอย่างเดียว แน่นอนว่าบทความหรือคอนเทนต์รูปแบบอื่นยังคงมีไว้สำหรับผู้ที่ต้องการ แต่การแปลงบทความเป็นเสียงคุณภาพสูงช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วม อันดับบนเสิร์ชเอนจิน และอัตราการรักษาลูกค้า ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ที่สำคัญที่สุดก็ได้
เปลี่ยนบทความเป็นเสียงได้ในไม่กี่นาที นัดคุยกับเราเพียง 15 นาที

